เมื่อวันที่ 4 พ.ค. น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) กล่าวว่า ขณะนี้กรรมาธิการ ดีอีเอส เราได้เริ่มติดตามการวางโครงข่าย 5G อย่างจริงจังว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว และมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร โดยเรามีแผนว่าเมื่อมีการเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทางกรรมาธิการฯ จะได้เชิญ ตัวแทนทั้งฝ่ายผู้ให้บริการ สำนักงาน กสทช. และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาชี้แจงความคืบหน้าหลังจากที่ได้มีการประมูลคลื่น 5G ผ่านไปแล้วตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ เราเห็นว่าโครงข่าย 5G จะทำให้เกิดโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมไทย เพราะวันนี้อุตสาหกรรมไทยยังเป็นเชิงอุตสาหกรรมโลกเก่าอยู่ ที่เป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม แต่โครงข่าย 5G จะนำเราไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น Telemedicine ซึ่งตอนนี้ทั่วโลกให้การยอมรับระบบสาธารณสุขไทยแล้ว เราจึงต้องฉวยโอกาสตอนนี้ปรับระบบ 5G ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข การศึกษา เศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัย การขนส่ง การท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม เป็นต้น ส่วนการลงทุนในยุคต่อไปจากนี้ หลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19ไป บริษัทระดับโลกอาจจะไม่มีการมาลงทุน หรือถอนทุนออกไป หากเทคโนโลยีของเราไม่พัฒนาเข้าสู่ Automation และ Robotics เพราะมีการมองกันแล้วว่าคนเป็นปัญหาของระบบการผลิต เพราะเมื่อเกิดวิกฤตแล้วคนออกมาทำงานไม่ได้ ก็ต้องพึ่งระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ เพื่อให้การผลิตเดินหน้าต่อไปได้
ประธานกมธ.ดีอีเอส กล่าวว่า เหล่านี้เป็นสิ่งที่กรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญและจะติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียโอกาส ทั้งที่เรามีศักยภาพในการที่จะพัฒนาระบบหรือโครงข่าย 5G ให้ทัดเทียมและมีคุณภาพเท่ากับหรือดีกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆได้ โดยเฉพาะเวลานี้ที่เกิดวิกฤตโควิด-19 แพทย์และผู้ป่วยไม่สามารถสัมผัสใกล้ชิดกันได้ ดังนั้น การใช้ระบบโครงข่ายและเทคโนโลยี 5G จะทำให้การแพทย์ก้าวหน้า และแพทย์กับคนไข้ไม่ต้องสัมผัสกันโดยตรง สามารถลดขั้นตอนการพบปะกันได้