เนชั่นทีวี

ข่าว

โลกเลี่ยงยาก "โควิด-19" ส่อระบาดยืดเยื้อ 2 ปี

02 พ.ค. 2563 | thunwarat_tha

โลกเลี่ยงยาก "โควิด-19" ส่อระบาดยืดเยื้อ 2 ปี

พูดถึงโควิด-19 แล้ว ล่าสุดมีผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า เชื้อไวรัสจะยังคงระบาดทั่วโลกไปอีกถึง 2 ปี แม้ว่ามาตรการควบคุมของประเทศต่างๆ จะเข้มงวดขนาดไหนก็ตาม ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าการที่หลายประเทศเริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้วอาจจะเร็วเกินไป ไปติดตามกับคุณกิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ ในมิติโลกสเปเชียล

หลังจากโลกเจอกับการระบาดของโรคโควิด-19มานาน 4 เดือน มาตอนนี้ประเทศส่วนใหญ่ก็เริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์กันแล้ว แต่ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดในสหรัฐฯได้ออกมาคาดการณ์ว่าไม่ว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะออกมาตรการรับมือเข้มงวดขนาดไหนก็ตามในกรณีที่ดีที่สุดโรคโควิด-19 ก็จะอยู่กับมนุษย์ไปอย่างน้อย 1 ปีครึ่งถึง 2ปีอยู่ดี จนกว่าประชากรโลกจะติดเชื้อและมีภูมิต้านทานไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เกินกว่าครึ่งโลก


โลกเลี่ยงยาก "โควิด-19" ส่อระบาดยืดเยื้อ 2 ปี


การคาดการณ์ที่น่าตกใจนี้มาจากรายงานของศูนย์วิจัยและนโยบายด้านโรคระบาดประจำมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมินนีโซตาของสหรัฐฯซึ่งนักวิจัยที่นี่ล้วนมีประสบการณ์ด้านโรคระบาดมานานหลายสิบปี และเคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯหลายคน


พวกเขาคาดว่าการระบาดแบบทั่วโลกของโรคโควิด-19 จะเริ่มหยุดลงหลังประชากรทั่วโลกราว 60-70เปอร์เซ็นต์มีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสแล้ว ตามแนวคิดแบบ "herd immunity"นั่นก็หมายความว่า จะต้องมีคนกว่า4,600-5,400 ล้านคนที่ติดเชื้อ ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกราว18-24 เดือน


การคาดการณ์ของงานวิจัยนี้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลหลายด้านอาทิ แบบจำลองการระบาดของสถาบันที่มีชื่อเสียง ข้อมูลโรคระบาดในอดีตและงานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับไวรัสตัวใหม่



ความแตกต่างสำคัญของโรคโควิด-19 กับโรคไข้หวัดใหญ่อื่นๆ มาจากหลายปัจจัย เช่น ระยะฟักตัวที่นานกว่า, การแพร่เชื้อแม้ยังไม่มีอาการหรือแสดงอาการน้อยมาก, ไปจนถึงจำนวนคนที่ผู้ติดเชื้อคนหนึ่งจะสามารถแพร่เชื้อต่อได้หรือค่าR0ซึ่งยิ่งค่าR0มากเท่าไหร่ ก็หมายความว่า จำนวนประชากรโลกที่ต้องติดเชื้อเพื่อให้มีภูมิต้านทานก็จะยิ่งต้องมากขึ้นเท่านั้น

ทีมนักวิจัยเตือนด้วยว่า มีความเป็นไปได้น้อยที่การระบาดจะหายไปในช่วงฤดูร้อนซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างที่เกิดขึ้นกับโรคไข้หวัดตามฤดูกาลทั่วไป ขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงที่สุดในโลกกว่า 1 ล้านคน จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือการระบาดระลอกใหม่ในช่วงปลายปีนี้ และต่อให้สถานการณ์ออกมาดีที่สุด ผู้คนในสหรัฐฯ ก็จะยังคงล้มตายอยู่ดี ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ รวมทั้งประเทศอื่นๆ ควรเลิกบอกประชาชนว่าสามารถหยุดการระบาดได้แล้ว และควรหันมาเตรียมตัวรับมือกับโรคโควิด-19 ในระยะยาวแทน


สำหรับความเป็นไปได้ในอนาคต งานวิจัยนี้แบ่งการคาดการณ์ออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกันได้แก่


แบบที่ 1 การระบาดระลอกแรกช่วงต้นปีนี้จะตามมาด้วยการระบาดเล็กๆ อีกหลายระลอกตลอดช่วงฤดูร้อนยาวไปจนถึงอีก 1-2 ปี โดยการระบาดจะค่อยๆ ลดน้อยลงตั้งแต่ปีหน้า

แบบที่2การระบาดช่วงปลายปีนี้จะเลวร้ายยิ่งกว่าระลอกแรก ตามด้วยการระบาดที่เล็กลงอีกอย่างน้อย 1 ระลอกในปีหน้า คล้ายกับการระบาดของไข้หวัดสเปนเมื่อปี 2461-2462 และเป็นรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด โดยขึ้นอยู่กับว่า ระบบสาธารณสุขจะสามารถรองรับได้ดีแค่ไหน และประชาชนจะยังคงปฏิบัติตามมาตรการป้องกันได้อยู่หรือไม่


และแบบที่ 3 คือ แบบ "สโลว์ เบิร์น" คือ การระบาดระลอกแรกที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้จะค่อยๆ หายไปแบบช้าๆ โดยที่ไม่ได้มีการระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้น


ไมค์ ออสเตอร์โฮล์ม และมาร์ค ลิปซิตช์ 2 นักวิจัยผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้กล่าวว่า พวกเขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่หลายรัฐในสหรัฐฯ ตัดสินใจเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้ว


ทั้งที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเป็นขาขึ้น ขณะเดียวกันวัคซีนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาว่า การระบาดจะจบลงเร็วแค่ไหน แต่กว่าที่วัคซีนจะพร้อมสำหรับใช้งานในวงกว้างอย่างเร็วที่สุด


ก็คงปีหน้า นักวิจัยทั้งสองคนจึงสรุปว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้เปรียบเสมือนกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการทดลองที่มีชีวิตของมนุษย์โลกเป็นเดิมพัน


อ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่นี่https://www.cidrap.umn.edu/sites/default/files/public/downloads/cidrap-covid19-viewpoint-part1.pdf

ข่าวล่าสุด