ส่วน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา ย้ำว่า เมื่อประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ครบ 1 เดือน ก็มีความจำเป็นต้องรักษาประสิทธิภาพ ในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อ แต่จากมาตรการที่เคร่งครัด จึงทำให้เกิดความไม่สะดวก จึงมีมาตรการผ่อนปรนมากขึ้นในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นไปตามระยะ และความร่วมมือประชาชน อย่าง ด้านดำรงชีวิต ก็อนุญาติให้เปิดร้านค้า ร้านอาหาร ได้ แต่ต้องรักษาระยะห่าง พร้อมทำตามมาตรการ
พล.อ.สมศักดิ์ ยังยืนยันว่า มาตรการที่เข้มขึ้น สามารถออกได้จากจังหวัดต่างๆ พร้อมแจงว่า ภายใต้มาตรการผ่อนคลาย ยังมีเคอร์ฟิว และการจำกัดการเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัด ส่วนมาตรการผ่อนปรนระยะต่อไป ก็จะประเมินจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ และความร่วมมือของประชาชน ถึงจะเปิดการผ่อนปรนระยะที่ 2 ต่อไป
พล.อ.สมศักดิ์ ยังย้ำว่า สถานเสริมความงาม ยังไม่สามารถเปิดได้ เนื่องจากกิจกรรมใดที่ใช้เวลานาน จะเสี่ยงติดเชื้อ ซึ่งต้องประเมินว่า จะอยู่ในระยะที่ 2 หรือ 3 หรือไม่ ส่วนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยืนยันว่า ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.นี้ สามารถซื้อขายได้ แต่ยังเป็นอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด หากเห็นว่า ในพื้นที่มีการละเมิด จนเกิดการแพร่ระบาดจากกิจกรรมดื่มเหล้า ก็สามารถสั่งปิดได้ พร้อมเตือนว่า อย่าถึงขั้นเกิดการมั่วสุมที่บ้าน เพราะเจ้าหน้าที่ มีสิทธิดำเนินคดีได้ และหากเกิดการมั่วสุมมาก ก็อาจจะงดจำหน่ายสุราได้ในที่สุด ดังนั้นต้องช่วยกัน ให้ความร่วมมือ นอกจากนี้ ยังย้ำว่า การเดินทางข้ามจังหวัด ไม่สนับสนุน
ขณะที่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ฉัตรชัย พรหมเลิศ แจงว่า จากกรณีประชาชนแห่เดินทางกลับภูมิลำเนา ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหมด จะยึดกรอบข้อกำหนด และคำสั่ง ศบค.เป็นหลัก ส่วนคงามหนักเบา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ เตือนว่า จากข้อกำหนดให้ชะลอกาีเดินทางข้ามจังหวัด หากเดินทางต้องจำเป็น และทุกคนต้องผ่านจุดคัดกรองต่างๆที่กระจายทั่วประเทศ ส่วนจะต้องกักตัว 14 วันหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่แต่ละกรณี