เนชั่นทีวี

ข่าว

บุกเรือนจำค้นหาผู้ต้องขังป่วยโควิด-19

01 พ.ค. 2563 | khwanriam_kae

บุกเรือนจำค้นหาผู้ต้องขังป่วยโควิด-19

สปสช.จับมือคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำร่องตรวจคัดกรองเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 ในสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี หวังเป็นโมเดลสกัดการแพร่ระบาดในเรือนจำ ชี้ หากได้ผลดีเตรียมขยายระบบตรวจในกลุ่มเสี่ยงอื่นๆต่อไป

ทพ.อรรถพร บอกว่า การตรวจคัดกรองครั้งนี้เป็นการนำร่องคัดกรองโควิด-19 เชิงรุก (Active CaseFinding) ในกลุ่มผู้ต้องขังซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงตามประกาศฉบับใหม่ของกรมควบคุมโรคโดยจากเดิมที่เรือนจำทั่วประเทศใช้หลักการเดียวกันคือถ้ามีผู้ต้องขังเข้ามาใหม่จะกักตัว14 วัน เมื่อไม่มีอาการจึงจะปล่อยเข้าไปรวมกับกลุ่มใหญ่ แต่ใน14 วันนี้ อาจมีคนที่มีเชื้ออาจยังไม่แสดงอาการหากปล่อยไปรวมกลุ่มใหญ่แล้วเกิดมีอาการขึ้นมาก็จะเกิดความเสียหายอย่างมากแต่การค้นหาในเชิงรุกจะมีการตรวจคัดกรองว่าผู้ต้องขังที่เข้ามาใหม่มีผลตรวจเชื้อเป็นบวกหรือลบถ้าได้ผลลบเรือนจำก็สบายใจ สามารถกักตัวต่อจนครบ 14 วันแล้วปล่อยเข้ารวมกับผู้ต้องขังกลุ่มใหญ่ได้แต่หากเจอผลบวกก็จะได้แยกตัวไปเข้าสู่กระบวนการรักษา

นี่เป็นวิธีค้นหาเคสให้ไว ถ้าเจอก็พาไปรักษาไม่ทำให้เกิดการระบาดซึ่งตอนนี้เราทดลองตรวจคัดกรองเชิงรุกที่สถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานีก่อนโดยรับความร่วมมือจากคณะเทคนิคการแพทย์ ม.มหิดล มาคัดกรองให้ในเชิงระบบเราจะขยายไปทำในกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ที่เป็นกลุ่มเปราะบางต่อไป

ด้าน ศ.ดร.ฉัตรเฉลิม บอกว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นกระบวนการคัดกรองเชิงรุกครั้งแรกๆ ของไทยในกลุ่มเสี่ยงที่มีข้อจำกัดอยู่ในพื้นที่คุมขังซึ่งปกติแล้วคนกลุ่มนี้เข้าถึงบริการสุขภาพได้ยาก การเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังไปที่โรงพยาบาลก็ทำได้ยากการทำกิจกรรมเชิงรุกลักษณะนี้เพื่อให้คนทุกกลุ่มได้มีโอกาสเข้าถึงการคัดกรองและป้องกันความเสี่ยงให้ได้มากที่สุดโดยกระบวนการทางเทคนิคจะใช้เวลาตั้งแต่เก็บสิ่งส่งตรวจไปจนถึงออกผลตรวจไม่เกิน 24 ชั่วโมง ยกเว้นเป็นกลุ่มใหญ่ จะทยอยรายงานผลด้วยวาจาก่อนและถ้าเจอเคสที่ติดเชื้อก็จะชี้เป้าว่าต้องควบคุมพื้นที่จำกัดขอบเขตการเข้าถึงในจุดไหนอย่างไร

ศ.ดร.ฉัตรเฉลิม บอกอีกว่า ในส่วนของสถานกักขังกลางจะมีทั้งผู้ต้องขังระยะสั้น เช่น จะมีคนที่ถูกปล่อยตัววันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ซึ่งเมื่อปล่อยตัวไปแล้ว ทางเรือนจำจะส่งผลตรวจตามไปให้แก่ครอบครัวหรือชุมชนแต่ในส่วนผู้ต้องขังระยะกลางผลตรวจเหล่านี้ก็สามารถนำไปใช้ในเชิงป้องกันเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในเรือนจำได้

ทั้งนี้ การดำเนินการในระยะต่อไป ทางคณะเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ประสานกับสปสช.เพื่อตรวจคัดกรองเชิงรุกในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครแต่จะเป็นคนละโมเดลกับสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานีเนื่องจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังระยะกลางและระยะยาวดังนั้นเมื่อได้นำร่องไปแล้วก็จะได้เห็นโมเดลว่าการตรวจคัดกรองผู้ต้องขังทั้งระยะสั้นกลาง และยาว จะมีมาตรการจำกัดพื้นที่การควบคุมป้องกันอย่างไรและหากการดำเนินการทั้งประเทศ อาจต้องมีความร่วมมือจากภาครัฐในส่วนอื่นๆ เช่นเครือข่ายเทคนิคการแพทย์และห้องแล็บในจังหวัดต่างๆ เพื่อช่วยกันเข้าไปค้นหาในเรือนจำในพื้นที่นั้นๆ

ด้านนางรัศมี บอกว่า สถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานีเป็นสถานที่กักกันผู้ต้องขังระยะสั้น ตั้งแต่หนึ่งวันไปจนถึง 2 ปี มีอัตราการหมุนเวียนของผู้ต้องขังสูงดังนั้นมาตรการป้องกันจะต้องเข้มงวดและเข้มข้นมากกว่าที่อื่น โดยผู้ต้องขังที่เข้ามาใหม่จะต้องตรวจวัดอุณหภูมิใส่หน้ากากและต้องกักตัว 14 วันทุกคน สถานที่อาบน้ำ เตียงนอน ก็จะเว้นระยะห่าง

ทั้งนี้ปัจจุบันสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานีมีผู้ต้องขังทั้งหมด 175 คน แบ่งเป็น ชาวไทย 132 คน และชาวต่างประเทศ เช่น ซีเรีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม สหรัฐอเมริกา อังกฤษเป็นต้น 43 คน โดยในส่วนของผู้ต้องขังที่มีระยะเวลากักขังไม่ถึง14วัน เมื่อปล่อยตัวไปแล้วจะมีการรายงานข้อมูลแก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้รับช่วงดูแลต่อไปให้ครบ 14 วัน

ข่าวล่าสุด