ในเบื้องต้น ลักษณะของปัญหาเหล่านี้ทำให้วิกฤติ Covid มีความละเอียดอ่อนและยากในการบริหารจัดการมากกว่าวิกฤติอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว การออกนโยบายและการจัดการของภาครัฐจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะแก้ปัญหาครั้งนี้ การแก้ปัญหาที่เหมาะสมจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นของวิกฤติ รวมทั้งอาจจะสร้างโอกาสในการพัฒนาประเทศในระยะยาวด้วยเช่นกัน ผมจึงอยากช่วยสรุปและเสนอกรอบแนวคิดในการแก้ปัญหาวิกฤติในครั้งนี้ในเบื้องต้นครับ
ผมมองว่าเราน่าจะพิจารณาการแก้ปัญหาเป็น 3 ช่วง ตามระยะเวลา คือ (1) การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในช่วงเร่งด่วนปัจจุบัน (2) กลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่านเพื่อออกจากการ lock-down (exit strategy) และ (3) การพัฒนาในระยะยาวหลังจากควบคุมการระบาดได้
(1)ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในระยะเร่งด่วน
เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นที่ถกเถียงกันมากในปัจจุบัน ผมคิดว่าหลักการในการเยียวยาควรมุ่งไปที่กลุ่มผู้ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจริงๆ ไม่ใช่คนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ซึ่งหลายๆ คนที่ได้รับผลกระทบแต่ยังมีความสามารถในการจัดการปัญหาได้อยู่อาจจะยังไม่ต้องได้รับความช่วยเหลือในระยะเร่งด่วนนี้ แต่ทั้งนี้ อาจจะต้องพิจารณาต้นทุนในการดำเนินการ โอกาสที่จะเกิดปัญหาการช่วยเหลือแบบไม่ทั่วถึง และความเสี่ยงในการคอรัปชันในการดำเนินการประกอบด้วย
โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือแบ่งตามรายกลุ่ม เนื่องจากสามารถออกแบบความช่วยเหลือให้เหมาะสมได้แตกต่างกัน เช่น กลุ่มลูกจ้างที่ตกงานอาจจะให้เงินอุดหนุนในการดำรงชีวิต การอัดฉีดเงินโดยตรงในระยะเวลาเร่งด่วนนี้จะเป็นประโยชน์กับคนกลุ่มนี้มาก ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรอาจจะเป็นการช่วยเหลือในการลดรายจ่ายต่างๆ หรือพักชำระหนี้ในช่วงเวลานี้ไปก่อน
ในแง่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ต้องเข้าใจว่า Covid ทำให้การดำเนินงาน (operation) ของธุรกิจโดยส่วนใหญ่หยุดชะงัก ทั้งจากการประกาศของรัฐและความต้องการซื้อที่หายไป ซึ่งปัญหานี้จะแตกต่างจากวิกฤติอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นที่มักส่งผลต่อทุนหรือเงินทุนของธุรกิจ (capital) (เช่น วิกฤติค่าเงิน ภาวะสงคราม) ดังนั้นการช่วยเหลือผู้ประกอบการควรมุ่งไปที่การช่วยเหลือในการแก้ปัญหาที่เกิดจากการชะงักงันของธุรกิจ เช่น ปัญหาเงินหมุนเวียน ปัญหารายจ่าย หรือปัญหาค่าจ้างแรงงาน ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การยกเว้นการจ่ายดอกเบี้ย การจัดสรรวงเงินกู้เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง หรือการยกเว้นภาษีบางประเภทมากกว่าที่จะเป็นการอัดฉีดเงินให้กับผู้ประกอบการ (ในแง่ของธุรกิจ เงินที่อัดฉีดเข้าไปคิดเป็นจำนวนน้อยและอาจจะไม่ได้แก้ปัญหาอย่างตรงจุด)
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือระยะเวลาในการเยียวยาผลกระทบไม่ควรจะยาวนานเกินไป (เช่น ไม่ควรเกิน 3 เดือน) เนื่องจากการเยียวยาจะเป็นการแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่เฉพาะหน้า หากมีความจำเป็นจะต้องช่วยเหลือเป็นเวลานาน รัฐน่าจะต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขในการช่วยเหลือให้สามารถมีส่วนช่วยในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหรือการพัฒนาในระยะยาว (ในข้อ 2 และข้อ 3)
(2)การเปลี่ยนผ่านเพื่อออกจากการLock-down
มาตรการการ lock-down มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค แต่ก็เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมากเช่นกัน แนวทางเลือกแบบ "เจ็บแล้วจบ" หรือการตัดสินใจยอมให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเพื่อที่จะรีบกลับไปสู่ภาวะปกติ ไม่น่าจะใช่คำตอบสำหรับวิกฤติ Covid ในครั้งนี้ แต่การ lock-down ไปเรื่อยๆ ก็อาจจะส่งผลถึงกับให้เศรษฐกิจเป็นอัมพาตและไม่สามารถฟื้นตัวได้ จนอาจจะก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม เช่น การฆ่าตัวตาย โรคเครียด โรคซึมเศร้า เพิ่มขึ้นในภายหลัง การตัดสินใจของภาครัฐในการคลายการ lock-down จึงต้องหาความสมดุลระหว่างประเด็นทางสาธารณสุขและเศรษฐกิจให้ได้ และต้องกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับมาตรการในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีการพูดถึงในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เยอรมัน โดยมีทั้งข้อเสนอที่ให้เปิดในบางธุรกิจที่อาจจะส่งผลต่อการระบาดของโรคน้อยและสามารถควบคุมได้มากก่อน เช่น บริการบางอย่าง ห้างร้าน แล้วค่อยๆ ขยายการ unlock ไปยังภาคอื่นๆ ที่เห็นว่าควบคุมได้ยากในภายหลัง เช่น การจัดอีเว้น คอนเสิร์ต ท่องเที่ยวต่างประเทศ มาตรการอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับภาคธุรกิจที่น่าสนใจคือการสลับเวลาหรือวันในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดความแออัดและโอกาสเกิดการแพร่เชื้อในขณะที่ทำให้ผลกระทบไม่ตกอยู่กับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป
ในขณะที่ข้อเสนอส่วนหนึ่งก็เสนอให้พิจารณาแบ่งกลุ่มคนตามลักษณะบางอย่าง เช่น ตามช่วงอายุ โดยให้คนที่เป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงานกลับมาทำงานก่อน เนื่องจากมีบทบาทกับเศรษฐกิจมากและมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคน้อย หรือข้อเสนออีกอย่างที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก คือการตรวจภูมิต้านทานเชื้อในคนทั่วไปให้มากที่สุด และอนุญาตให้คนที่มีภูมิต้านทานสามารถกลับมาทำงานได้ก่อนหรือทำงานบางประเภทที่อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่า ทั้งนี้ นักวิชาการเชื่อว่ามีคนทั่วไปที่มีภูมิต้านทานโรคอยู่แล้วเป็นจำนวนมากพอสมควร แต่ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด (การตรวจภูมิต้านทานสามารถตรวจได้เร็ว ง่าย และต้นทุนถูกกว่าการตรวจเชื้อเป็นอย่างมาก) อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ในด้านภูมิต้านทานยังเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ในการ unlock ภาคธุรกิจจะต้องมีการควบคุมการดำเนินธุรกิจให้สามารถป้องกันความเสี่ยงจากการติดโรคได้ เช่น ร้านอาหารจะต้องไม่แออัดเกินไปและมีการใช้ช้อนกลางส่วนตัว ยังส่งเสริมการใส่หน้ากากและการเพิ่มจุดล้างมือให้มากขึ้น พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัดอาจจะต้องสลับวันกันเปิดเพื่อไม่ให้เกิดความแออัดเกินไป
ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่การ unlock นี้ จะยังมีผู้ได้รับผลกระทบอยู่จำนวนหนึ่ง (ทั้งภาคธุรกิจและลูกจ้าง) ภาครัฐอาจจะยังต้องให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยังได้รับผลกระทบนี้ อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางนี้ รัฐควรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจหรือแรงงานในระยะยาวได้ เช่น การเพิ่มทักษะแรงงานที่ขาดแคลนผ่านโครงการอบรมทักษะที่ให้เงินช่วยเหลือบางส่วนเป็นค่าตอบแทน เช่น ให้คนที่ยังตกงานเรียนภาษาจีนหรือทักษะบางอย่างที่จำเป็น โดยจะได้รับเงินชดเชยในการมาเรียน 100-200 บาท/วัน หรือให้ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กๆ อบรมและเริ่มใช้ช่องทางการค้า online สำหรับร้านค้าตัวเอง (เช่น ให้ร้านนวด สปา ร้านอาหารเล็กๆ สร้าง page หรือ มี profile ใน online platform ต่างๆ) โดยมีค่าตอบแทนชดเชยให้ ซึ่งมาตรการลักษณะนี้จะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจรายย่อยและช่วยให้รัฐมีฐานข้อมูลของกลุ่มธุรกิจรายย่อยเหล่านี้มากขึ้น
(3)การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
สำหรับในระยะยาว ผมอยากให้รัฐใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะอย่างไร วิกฤติ Covid สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง แต่หากเราสามารถใช้โอกาสในครั้งนี้ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยให้เป็นประโยชน์ในระยะยาวได้ ก็นับว่าสามารถพลิกวิกฤติ (ในบางส่วน) ให้เป็นโอกาสครั้งสำคัญ และในทางกลับกัน ก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งหากเราไม่ได้ใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์เลย