ในช่วงบ่ายวันนี้ได้สั่งการให้กองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง และสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ลงพื้นที่เกิดเหตุร่วมกับพนักงานสอบสวนของกองกำกับการ 8 ตำรวจทางหลวง เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของอุบัติที่เกิดขึ้น ซึ่งจากที่ได้รับรายงานสรุปจากการสืบค้นและตรวจสอบข้อมูลหลักฐานในเบื้องต้นพบว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นจากองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยจากผู้ขับขี่เป็นหลัก โดยผู้ขับขี่รถบรรทุกคันดังกล่าวขับรถมาด้วยความเร็วสูง จากการตรวจสอบจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดบนมอเตอร์เวย์ ของศูนย์ควบคุมการจราจรกลาง (CCB ลาดกระบัง) พบรถบรรทุกคันดังกล่าวเดินทางออกจากสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า (ICD ลาดกระบัง) ด้วยความเร็วโดยประมาณ 98 กม./ชั่วโมง ก่อนขึ้นสะพานจุดเกิดเหตุ และตามข้อมูล GPS จากกรมการขนส่งทางบก พบว่าความเร็วก่อนเกิดเหตุอยู่ที่ 71 กม. ต่อ ชม. ซึ่งบริเวณดังกล่าวติดตั้งป้ายและเครื่องหมายบังคับความเร็วอยู่ที่ 60 กม. ต่อ ชม. นอกเหนือจากนั้น สะพานต่างระดับดังกล่าว อนุญาตให้ใช้เฉพาะรถเล็กเท่านั้น วิเคราะห์แล้วเกิดจากการใช้ความเร็วที่ไม่เหมาะสมกับกายภาพทางหลวง จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียในลักษณะดังกล่าวขึ้น
มูลเหตุข้อสันนิษฐานดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากพนักงานสอบสวนของกองกำกับการ 8 ตำรวจทางหลวงที่ได้สอบถามข้อมูลจากหัวหน้างานของผู้ขับขี่รถที่เกิดอุบัติเหตุทราบว่าผู้ขับขี่จะขับรถนำสินค้าจาก สถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า (ICD ลาดกระบัง) เพื่อไปส่งยัง อ.บางเลน แต่ได้ออกจากต้นทางล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้ต้องเร่งรีบในการเดินทางเพื่อให้ทันกับรถคันอื่นของบริษัทที่เดินทางไปก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ของศูนย์ควบคุมการจราจรกลาง (CCB ลาดกระบัง) พบว่ารถคันดังกล่าวเสียการทรงตัวขณะเข้าทางโค้งเนื่องจากแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ น้ำหนักบรรทุกในตู้คอนเทนเนอร์จึงดึงตัวรถตกลงจากสะพาน และจากการลงตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุพบว่ามีรอยเบรคของรถบรรทุกคันดังกล่าว ก่อนพุ่งชนแบริเออร์ราวสะพาน ซึ่งได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย โดยกรมทางหลวงได้ทำการตรวจสอบความสูงของแบริเออร์ราวสะพาน พบว่ามีความสูงและความแข็งแรงตามมาตรฐานของกรมทางหลวง