2.การทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากคือ การคิดค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์มือถือให้กับประชาชน วิธีการที่ทำได้ง่ายที่สุด คือใช้ใบเสร็จค่าไฟในเดือนกุมภาพันธ์เป็นตัวตั้ง ยอดการใช้ไฟฟ้าเกินจากใบเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลให้ใช้ฟรี ถือว่าเป็นส่วนเกินในช่วงประชาชนหยุดอยู่บ้านรัฐบาลขอรับผิดชอบให้ หรือจะเลือกใช้วิธีค่าไฟฟ้ารายเดือนลด50%โดยรัฐบาลจ่ายครึ่งหนึ่ง ผู้ใช้บริการจ่ายครึ่งหนึ่ง ดีกว่ามาตรการที่รัฐบาลประกาศเพิ่งประกาศใช้ ซึ่งมีความสลับซับซ้อน เข้าใจยาก
ที่ใช้ใบเสร็จเดือนกุมภาพันธ์เป็นตัวตั้ง ถ้ามิเตอร์ขนาดเกิน5แอมป์ ใช้เกิน800หน่วย แต่ไม่เกิน3000หน่วย ลด50%แต่ถ้าใช้เกิน3000หน่วย ลด30%ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ประชาชนสับสนเข้าใจยาก ส่วนการช่วยเหลือค่าโทรศัพท์มือถือ ถ้าใช้วิธีการช่วยเหลือทุกหมายเลข ไม่ต้องลงทะเบียน กด*170*ตามด้วยเลขบัตรประชาชน กด#แล้วโทรออก เพื่อขอใช้สิทธิ์เพิ่มเติม จะถือว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนมากที่สุด
3.การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายแต่รัฐบาลไม่ยอมทำ กลับทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น ในเรื่องโครงการเราไม่ทิ้งกัน ที่มีการเปิดลงทะเบียนช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19ซึ่งยอดในขณะนี้รัฐบาลเพิ่มเป็น14ล้านคน และมีแนวทางจ่ายให้กลุ่มเกษตรกรอีก9ล้านครอบครัว
ถ้ารัฐบาลใช้หลักคิดที่ตนเองเสนอคือ เยียวยาทุกครัวเรือน ซึ่งทั้งประเทศมีอยู่20ล้านครัวเรือน จะมีจำนวนน้อยกว่ายอดตัวเลขที่รัฐบาลจะเยียวยาคือครัวเรือนเกษตรกร9ล้านครัวเรือนรวมกับยอดผู้ได้รับการเยียวยา14ล้านคน จะเท่ากับ23ล้านคน ซึ่งมากกว่าจ่ายให้ทุกครัวเรือนอีก หรือถ้าหากรัฐบาลจะเลือกวิธีการเยียวยา ให้คนอายุ18ปีขึ้นไป มีเงินฝากในธนาคารยอดไม่เกิน1แสนบาท ก็จะใช้วงเงินใกล้เคียงกัน แต่วิธีการในการทำงานง่ายกว่า และรวดเร็วกว่าการทำงานในปัจจุบัน เพราะสามารถทำเสร็จได้ ภายใน5-10วัน ซึ่งต่างกันวิธีการลงทะเบียนและคัดกรองด้วยระบบAIจนถึงบัดนี้ยังไม่เสร็จสิ้น จากยอดคนลงทะเบียนทั้งหมด28.8ล้านคน และยังมีการยื่นทบทวนสิทธิ์อีกส่วนหนึ่ง