จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหาไปชี้จุดที่บริเวณเคหะคลองจั่น ซึ่งเป็นจุดที่ไปขโมยป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ของประชาชนที่จอดไว้ เพื่อนำไปปิดทับรถจักรยานยนต์ของตัวเองที่ใช้ก่อเหตุ เพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ โดยขณะที่ไปชี้จุดเจ้าของรถคันดังกล่าวได้เดินมาดู พร้อมต่อว่าผู้ต้องหาที่ทำให้ต้องเดือดร้อน ทั้งที่ตนเองไม่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ตำรวจชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหามาชี้จุดเพื่อให้ตำรวจน้ำงมหาปืนของกลางที่ผู้ต้องหาอ้างว่านำมาโยนทิ้งไว้ที่ใต้สะพาน บริเวณทางขนานมอเตอร์เวย์ แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ต่อมาเจ้าหน้าที่พบถุงผ้าที่คนร้ายเอามาทิ้งไว้ ภายในมีรองเท้าผ้าใบ ถุงเท้า หมวกแก๊ป หน้ากากอนามัย ป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ ที่คนร้ายได้ขโมยมา เสื้อยืด เสื้อแจ็คเก็ตสีดำ ฯลฯ อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบปืนไทยประดิษฐ์ที่คนร้ายนำมาทิ้งไว้อยู่ระหว่างการงมค้นหาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้จากการสอบปากคำ ตอนแรกผู้ต้องหาตั้งใจจะไปก่อเหตุที่ธนาคารทหารไทย สาขาบิ๊กซี สุขาภิบาล 1 แต่ก่อนจะลงมือมีรถขนเงินมาส่งเงินยังธาคารดังกล่าว จึงเปลี่ยนใจไปก่อเหตุที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. สาขาย่อยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แทน เพราะใกล้เวลาธนาคารปิดทำการจากการสอบสวนทราบว่า นายวัชระ มีอาชีพเป็นชิปปิ้งในบริษัทนำเข้าแห่งหนึ่ง ส่วนมูลเหตุจูงใจมาจาก นายวัชระได้ยักยอกเงินของบริษัทไปใช้จ่ายส่วนตัว แล้วหมุนเงินไม่ทัน อีกทั้งยังเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ นักดื่ม นักเที่ยว สายเปย์หญิง เงินจึงหมดไปกับเรื่องเหล่านี้ จึงตัดสินใจก่อเหตุเพื่อหาเงินมาคืนบริษัทสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ในวันเกิดเหตุ คนร้ายได้สวมหมวกกันน็อกเต็มใบ สีดำ สวมแจ็กเก็ตแขนยาวสีเข้ม กางเกงยีนส์ขายาว ใส่รองเท้าผ้าใบสีดำ โดยคนเตรียมการเป็นอย่างดี มีทั้งการเปลี่ยนเสื้อผ้า รองเท้า เพื่ออำพรางในการหลบหนี โดยเฉพาะการใช้รถจักรยานยนต์ที่มีการเปลี่ยนสลับป้ายทะเบียน ซึ่งหลังก่อเหตุก็ได้ขับรถวกวน เป็นระยะทางกว่า 70 ถึง 80 กิโลเมตร เพื่อให้เจ้าหน้าที่สับสน จากการตรวจสอบเส้นทางหลบหนีจากกล้องวงจรปิด ยังพบว่า ก่อนก่อเหตุได้มีการมาดูลาดเลาหลายครั้ง โดยผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว ไม่ได้รับการช่วยเหลือ หรือการสนับสนุนจากคนอื่น ซึ่งคดีนี้ตำรวจใช้เวลาเพียง 9 วัน ก็สามารถจับกุมคนร้ายได้ในที่สุด