ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อกลุ่มลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งถือว่าเป็นกำลังหลักที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประประเทศให้เจริญเติบโต และส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อผู้ประกันตนได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ลูกจ้างมีเจตนาจะหยุดงาน หรือเป็นต้นตอปัญหาที่ทำให้นายจ้างต้องหยุดกิจการ
ขณะเดียวกันกลับมีนายจ้างบางคนฉกฉวยโอกาสในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หาวิธีการต่างๆ ปิดงาน เลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลได้พิจารณาช่วยเหลือโดยเร่งด่วน ดังนี้
ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานใช้อำนาจตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พศ.2518 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ห้ามมิให้นายจ้างปิดงานและลูกจ้างนัดหยุดงานทั่วราชอาณาจักร กรณีที่มีการปิดงานหรือนัดหยุดงานอยู่ก่อน
ขอให้สั่งให้นายจ้างที่ปิดงานรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามปกติโดยเร็วในทันทีขอให้รัฐบาลปฏิบัติตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตน ซึ่งรัฐบาลยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง
กล่าวคือเมื่อสิ้นปี พ.ศ.2561 รัฐบาลยังไม่ได้นำเงินสบทบจำนวน 95,989,000,000 ล้านบาท (ปัจจุบันอาจมีจำนวนมากกว่านี้)โดยรัฐบาลจะต้องจ่าย สมทบเข้ากองทุนตามที่กฎหมายกำหนดและรัฐบาลต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมส่วนของรัฐให้เท่ากันกับนายจ้างและลูกจ้าง จำนวน 5% กรณีที่ผู้ประกันตนในมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมยังไม่ครบตามระยะเวลาที่ประกันสังคมกำหนด ต้องจ่ายไม่ตำกว่า 5,000 บาท เป็นระยะเวลา ไม่น้อยกว่า 6 เดือน