ประธานาธิบดีทรัมป์ แถลงเมื่อวานว่า แนวรบต่อไปในการทำสงครามกับไวรัสโคโรนาคือการเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยบอกว่า การชัตดาวน์ประเทศไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งบอกด้วยว่า การล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อเสี่ยงส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังย้ำให้ชาวอเมริกันเว้นระยะห่างทางสังคมและอยู่บ้านหากรู้สึกไม่สบาย เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ในคำแนะนำยาว 18 หน้าระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแผน 3 ขั้นเพื่อเปิดเศรษฐกิจในแต่ละรัฐ ซึ่งแต่ละขั้นใช้เวลาอย่างน้อย 14 วัน โดยขั้นแรกจะอนุญาตให้สถานที่ที่มีผู้คนรวมตัวจำนวนมาก เช่น ร้านอาหาร ศาสนสถาน สนามกีฬา และโรงภาพยนตร์ กลับมาเปิดให้บริการได้แต่ต้องมีการเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด แต่ยังให้หลีกเลี่ยงการรวมตัวเกินกว่า 10 คนหากไม่อาจเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสมได้ โรงพยาบาลให้บริการผ่าตัดแก่ผู้ป่วยนอกกรณีจำเป็นได้
หากรัฐใดไม่พบการระบาดรอบใหม่ของไวรัสโคโรนา ก็สามารถปลดล็อกขั้นที่สองได้ คือ อนุญาตให้มีการเดินทางออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น สถานศึกษาเปิดการเรียนการสอนตามปกติ และบาร์เปิดได้แต่ต้องลดความแออัดภายในร้าน แต่ยังควรหลีกเลี่ยงการรวมตัวเกินกว่า 50 คนในสถานที่ที่ไม่อาจเว้นระยะห่างได้ โรงพยาบาลอาจให้บริการผ่าตัดแก่ผู้ป่วยในบางกรณีได้ ซึ่งสำคัญต่อรายได้ของโรงพยาบาล
และในขั้นที่ 3 รัฐที่มีผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อลดลง อนุญาตให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามสถานประกอบการได้อย่างไม่มีข้อจำกัด แต่คณะทำงานรับมือไวรัสโคโรนาของทำเนียบขาว ยังเตือนให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่สูงขึ้น และเว้นระยะห่างเพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการ
ทรัมป์พยายามเร่งฟิ้นฟูเศรษฐกิจอีกครั้งหลังจากการล็อกดาวน์ทำให้แรงงานราว 22 ล้านคนยื่นขอรับสวัสดิการการว่างงานในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และทรัมป์บอกด้วยว่า รัฐใดที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวก็สามารถเริ่มผ่อนคลายล็อกดาวน์ได้ตั้งแต่วันศุกร์นี้ ซึ่งอาจมีราว 29 รัฐที่สามารถเปิดเศรษฐกิจได้เร็วๆนี้ จากเดิมที่มาตรการควบคุมโรคมีกำหนดบังคับใช้จนถึงสิ้นเดือนนี้
ส่วนสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ในสหรัฐยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มกว่า 32,000 คนและผู้เสียชีวิตรายใหม่อีกกว่า 2,200 คน ทำให้ผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มเป็นกว่า 670,000 คน และผู้เสียชีวิตสะสมกว่า 33,000 คน