นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ระบุว่า ตามที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการผู้บังคับหน่วยหาแนวทางเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาการเลื่อนการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำปี 2563 จากผลกระทบของไวรัส COVID-19 หลังจากมาตรการให้ทหารกองประจำการสมัครใจเลื่อนปลดประจำการต่อไปอีก 1 ปี มียอดเพียงร้อยละ 13 หรือประมาณ 5,460 นาย จากยอดที่จะปลดประจำการในเดือนเมษายนนี้ 42,000 นาย
ซึ่งน้อยกว่าประมาณการเป้าหมายที่กองทัพบกตั้งไว้ แม้ว่าจะมีการเพิ่มแรงจูงใจโดยมอบคะแนนเพิ่มร้อยละ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการสอบเข้าโรงเรียนทหารในอนาคตแล้วก็ตามตนมีข้อสังเกตต่อกรณีดังกล่าวว่าในสถานการณ์ขณะนี้ การหางานทำเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ถึงกระนั้นทหารประจำการกว่า 36,500 นาย หรือร้อยละ 87 ของจำนวนที่จะปลดประจำการทั้งหมดกลับเลือกที่จะไม่ขออยู่เป็นทหารต่อไป ข้อเท็จจริงนี้จึงสะท้อนว่าสภาพในรั้วค่ายทหารอาจไม่ได้ให้ความมั่นคงกับชีวิตของพลทหารได้อย่างบรรดาผู้นำทหารพยายามทำให้เราเชื่อ มิหนำซ้ำอาจเต็มไปด้วยความเสี่ยงและภัยคุกคามต่อสวัสดิภาพถึงขนาดที่ทำให้พลทหารตัดสินใจว่าออกมาข้างนอกดีกว่าอยู่ข้างในซึ่งสิ่งที่กองทัพควรทำ จึงไม่ใช่แค่พยายามหาแรงจูงใจเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะหากกองทัพยังคงมีปัญหาอย่างอื่นสั่งสมมาอย่างยาวนานโดยที่ไม่คิดจะแก้ไขแล้ว ย่อมไม่อาจจูงใจหรือแม้แต่จะรั้งใครไว้ให้เป็นทหารต่อไปได้ ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่กองทัพจะใช้วิกฤตินี้ปรับปรุงกองทัพตามแนวทางที่อดีตพรรคอนาคตใหม่เคยเสนอ ตามร่าง พ.ร.บ.การรับราชการทหารฉบับใหม่ มีสาระสำคัญดังนี้1. เลิกการบังคับเกณฑ์ทหารในยามสันติ ใช้เฉพาะวิธีการสมัครโดยเปิดโอกาสให้ทั้งเพศชายและหญิงอย่างเท่าเทียมกัน2. ยกระดับให้ทหารมีเงินเดือนดี มีสวัสดิการที่ดี เช่น การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมถึงครอบครัว ได้รับทุนการศึกษา และหากปลดประจำการก็จะมีทุนประกอบอาชีพให้3. แก้ปัญหาที่เรื้อรังของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นการนำพลทหารไปรับใช้ส่วนตัว การฝึกทหารที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดบทลงโทษวินัยร้ายแรงต่อใครก็ตามที่ฝ่าฝืน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาข้างต้นเกิดขึ้นซ้ำอีก4. ให้มีโอกาสต่อยอดเข้าไปเป็นทหารชั้นประทวนและสัญญาบัตร ซึ่งสามารถครองชั้นยศสูงสุดได้ถึงพันโท