เนชั่นทีวี

ข่าว

จับผิด WHO รับมือไวรัส-เยินยอจีนเกินเหตุ

16 เม.ย. 2563 | nattaphon_jan

จับผิด WHO รับมือไวรัส-เยินยอจีนเกินเหตุ

องค์การอนามัยโลกโดนจับผิด และกำลังถูกวิจารณ์เรื่องความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ หลังถูกย้อนไทม์ไลน์การแถลงเรื่องการรับมือโควิด-19 ที่บกพร่องและเยินยอจีนจนเกินเหตุ

หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศระงับเงินอุดหนุนทุกประเภทแก่องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ฐานบริหารจัดการผิดพลาดร้ายแรงและปกปิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ล่าสุด WHO กำลังถูกจับผิดและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า  แม้จะเป็นหัวหอกในการต่อสู้กับไวรัสแต่กลับโอนเอนไปเข้าข้างจีนที่พยายามปกปิดการแพร่ระบาดและอันตรายที่ร้ายแรงของไวรัสโดยเชื่ออย่างไร้เหตุผลตามข้อมูลของจีน ที่ตอนแรกบอกว่า ไวรัสไม่ติดต่อระหว่างมนุษย์และยังยกย่องบรรดาผู้นำจีนทั้งที่มีหลักฐานว่า ไม่ได้มีบทบาทอย่างเต็มที่ในการจัดการการแพร่ระบาด
ประเด็นที่ถูกจับผิดส่วนใหญ่อยู่ในแถลงการณ์ของ WHO เกี่ยวกับโคโรนาไวรัส ตั้งแต่พบการระบาดครั้งแรกในจีนโดยมีไทม์ไลน์คร่าวๆ ดังนี้
เมื่อวันที่ 4 มกราคม บอกว่า พบ "เคสกลุ่มโรคปอดบวม"ที่อู่ฮั่น แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต และบอกว่ากำลังสอบสวนหาสาเหตุ หลังจากนั้นได้ระบุว่ามีผู้ป่วย44 คน อาการหนัก 11 คน และระบุอาการผู้ป่วยว่ามีไข้และส่วนหนึ่งหายใจขัดแต่บอกว่าไม่มีหลักฐานของการแพร่เชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์ ไม่มีบุคลากรการแพทย์ติดเชื้อต่อได้เรียกชื่อไวรัสว่า "2019-nCoV"  และยกย่องจีนที่ระบุ"ไวรัสใหม่" ได้ในเวลาอันสั้น ทั้งยังย้ำการประเมินว่าไวรัสไม่ติดต่อระหว่างมนุษย์ และคัดค้านการจำกัดการเดินทางหรือการค้าของจีน
วันที่ 13 มกราคม  ระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับทางการไทย หลังมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อ และอาจเรียกประชุมคณะกรรมการฉุกเฉิน  และยังย้ำอีกว่า ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ที่จีนแต่ได้กลับลำในเวลาต่อมาว่า อาจมีการติดต่ออย่างจำกัดในหมู่สมาชิกในครอบครัว ก่อนส่งทีมไปอู่ฮั่น

จับผิด WHO รับมือไวรัส-เยินยอจีนเกินเหตุ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม พบเคสแรกบนแผ่นดินสหรัฐฯ โดยเป็นคนที่เดินทางมาจากจีนวันถัดมา ทีมที่ถูกส่งไปอู่ฮั่นรายงานว่ามีการติดต่อระหว่างมนุษย์ และบอกว่ายังต้องวิจัยเพื่อประเมิน"ขอบเขตทั้่งหมด" และยืนยันว่ามีบุคลากรการแพทย์16 คนติดเชื้อ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าติดจากผู้ป่วย และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการชุมนุมขนาดใหญ่กักตัวผู้ติดเชื้อและเน้นการล้างมือบ่อยๆ ว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการป้องกันการแพร่ระบาดและเป็นวันเดียวกับที่คณะกรรมการฉุกเฉินของ WHO ประชุมเป็นครั้งแรกซึ่ง ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ระบุว่า เขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีสาธารณสุขจีนและชื่นชมรัฐบาลจีนที่ใช้ความพยายามอัน"ล้ำค่า" ในการยับยั้งไวรัส
วันที่ 23 มกราคม เกิดความเห็นแตกในคณะกรรมการฉุกเฉิน และดร.ทีโดรสบอกว่าเขาตัดสินใจไม่ประกาศให้การระบาดของไวรัสเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข เพราะกลัวจะเกิดความวิตกระหว่างประเทศทั้งที่้การประกาศจะช่วยให้แต่ละประเทศ "ยกระดับ"การคัดกรองที่สนามบิน ท่าเรือและด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงสามารถเพิ่มข้อจำกัดการเดินทาง-การค้าระหว่างประเทศได้ แต่เขากลับพูดถึงมาตรการล็อคดาวน์ที่อู่ฮั่นว่า หวังว่า"จะมีประสิทธิภาพและใช้เวลาสั้นๆ" ก่อนจะเยินยอความร่วมมือและความโปร่งใสของจีนเขายังอ้างหลักฐานเรื่องการติดต่ออย่างจำกัดระหว่างมนุษย์ ที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในครอบครัวหรือแพทย์ที่รับมือไวรัสซี่งตอนนั้น มีการยืนยันตัวเลขผู้ติดเชื้อ 584 คน เสียชีวิต17 คน ทั่วโลก รวมทั้งเวียดนาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไทยและสหรัฐฯ เขายังแนะนำให้คัดกรองผู้ป่วยตามสนามบินและบอกให้ทุกประเทศจัดสถานที่ทดสอบหาไวรัสแต่ไม่แนะนำให้ห้ามการเดินทาง
ในขณะที่พบหลักฐานว่ามีเคสการติดต่อระหว่างมนุษย์ในเยอรมนีญี่ปุ่น เวียดนามและสหรัฐฯ ดร.ทีโดรสก็ยังยกย่องจีนที่"สร้างมาตรฐานใหม่"ในการรับมือการระบาดด้วยมาตรการล็อคดาวน์ ทำให้พบเคสไม่ถึงร้อยนอกประเทศจีนและยังคงไม่แนะนำให้ห้ามการเดินทาง จนกระทั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจำกัดการเดินทางของคนที่มาจากจีน
หลังเริ่มรับมือไม่ไหว ดร.ได้เปลี่ยนท่าที ด้วยการประกาศว่าโคโรนาไวรัส2019 ถือเป็น "ศัตรูอันดับ 1 ของมวลมนุษยชาติ" และสามารถสร้างปัญหาใหม่ได้ทั้งปัญหาการเมืองปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ร้ายแรงกว่าปัญหาก่อการร้ายครั้งไหน ๆ พร้อมกับเรียกร้องให้นานาชาติและประเทศสมาชิกทั้งหมด ร่วมมือร่วมใจกันจัดการโรคนี้โดยเร็ว แต่ไม่วายชื่นชมประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในการจัดการกับไวรัสและจำกัดวงให้อยู่ในแค่ที่มณฑลหูเป่ยเป็นส่วนใหญ่
ดร.ทีโดรสเป็นอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขและรัฐมนตรีต่างประเทศเอธิโอเปียและเป็นผู้อำนวยการ WHO คนแรกที่ไม่ได้เป็นแพทย์ และที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารองค์กรใหญ่แห่งนี้ได้ก็เพราะแรงหนุนจากจีนทำให้เขาถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือในขณะนี้

ข่าวล่าสุด