เนชั่นทีวี

ข่าว

หลังวิกฤติโควิด 19 "เวิร์คฟอร์มโฮมทาวน์" มีแนวโน้มขยายตัว

15 เม.ย. 2563 | pantipa_jit

หลังวิกฤติโควิด  19 "เวิร์คฟอร์มโฮมทาวน์" มีแนวโน้มขยายตัว

สำนักงานนวัตกรรมฯ เผยหลังการระบาดโรคโควิด 19 กระแสคนทำงานจากบ้านเกิดมากขึ้น หรือเรียกว่า "การอพยพทางเศรษฐกิจกลับบ้าน" ไทยพลิกวิกฤตสร้างโอกาสพัฒนานวัตกรรมตอบโจทย์ความต้องการทั้ง ด้านการแพทย์ การเว้นระยะห่างทางสังคม การให้ความช่วยเหลือ พร้อมเตรียมเปิดมาตรการฟื้นฟูสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีผ่านเงินทุนและองค์ความรู้

กรุงเทพฯ 15เมษายน 2563สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIAเผยหลังวิกฤตการระบาดโรคโควิด 19คลี่คลายทิศทางการทำงานที่บ้าน : Work from Home จะยังมีต่อเนื่องสักระยะโดยเฉพาะในธุรกิจนวัตกรรมบริการ ธุรกิจนวัตกรรมการสื่อสาร ธุรกิจนวัตกรรมการเงินรวมถึงหน่วยงานในกำกับราชการบางหน่วยงาน พร้อมชี้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯบางส่วนอาจกลับไปทำงานอยู่ในภูมิลำเนาหรือเมืองรองมากขึ้นโดยอาศัยสื่อสารผ่านดิจิทัลนอกจากนี้ยังเผยอีกว่า ช่วงไตรมาสที่ 2 จนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีอาจมีการหยุดชะงักบ้างยกเว้นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ คาดว่าในระยะหลังจาก 6 เดือนเป็นต้นไป จะเริ่มเกิดปัญหาสภาพคล่อง NIAจึงได้เร่งหามาตรการด้านการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น




"สำนักงานนวัตกรรมฯเผยหลังการระบาดโรคโควิด 19 กระแสคนทำงานจากบ้านเกิดมากขึ้น หรือเรียกว่า"การอพยพทางเศรษฐกิจกลับบ้าน" ไทยพลิกวิกฤตสร้างโอกาสพัฒนานวัตกรรมตอบโจทย์ความต้องการทั้ง ด้านการแพทย์ การเว้นระยะห่างทางสังคมการให้ความช่วยเหลือ พร้อมเตรียมเปิดมาตรการฟื้นฟูสตาร์ทอัพ"

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) กล่าวว่ามาตรการการทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home ได้กลายเป็นปรากฏการณ์การทำงานรูปแบบใหม่ของหลายองค์กรไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ซึ่งหลังจากที่สถานการณ์โควิด - 19 คลี่คลายลงอาจจะได้เห็นการเริ่มต้นทำงานที่บ้านของหลายๆบริษัทอย่างจริงจังมากขึ้นโดยเฉพาะในธุรกิจนวัตกรรมบริการ ธุรกิจนวัตกรรมการสื่อสารซึ่งรวมถึงสื่อและผู้พัฒนาระบบ ธุรกิจนวัตกรรมการเงินและการตลาด (Fintech)  หรือแม้แต่หน่วยงานในกำกับราชการ ที่จะขยายโอกาสให้บุคลากรได้มีการทำงานจากนอกสำนักงานมากขึ้นทังยังมีการปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่นรวมทั้งยังจะได้เห็นสตาร์ทอัพและนักพัฒนาเทคโนโลยีออกมานำเสนอแพลตฟอร์มใหม่ๆเพื่อใช้ในการอำนวยความสะดวกกับการทำงานเพิ่มอย่างต่อเนื่อง




แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการ Work FromHome จะเป็นกระแสที่มาแรงและมีความน่าสนใจแต่กระแสดังกล่าวอาจยังไม่ใช่ความปกติในรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า NewNormalสำหรับสังคมการทำงานของประเทศไทยเนื่องจากในบางธุรกิจก็ยังไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้อย่างเต็มรูปแบบโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต เพราะต้องใช้แรงงานคนขับเคลื่อนและบางอุตสาหกรรมยังจำเป็นต้องพึ่งพาฝีมือแรงงานเกือบ 100 % นอกจากนี้แม้ว่าบางบริษัทจะเริ่มให้ความกับการทำงานที่บ้านมากขึ้นแต่ในทางปฏิบัติอาจยังไม่สามารถทำได้ในระยะยาวเนื่องจากยังมีกลุ่มคนที่คุ้นชินกับการทำงานในระบบออฟฟิศแบบดั้งเดิมการติดต่อธุรกิจที่ไม่สามารถกระทำผ่านอินเทอร์เน็ตได้อีกทั้งยังคงต้องการพบปะเพื่อพูดคุยในทางสังคมรวมไปถึงการระดมสมองในระหว่างการทำงาน อย่างไรก็ดี NIA คาดการณ์ว่าประมาณช่วงหลังวันที่13-15 เมษายนเป็นต้นไป หากจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยจะเริ่มลดลงต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญหลายบริษัทอาจจะเลือกเวิร์คฟอร์มโฮมถึงแค่ช่วงสิ้นเดือนเมษายนแต่หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นและไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ภายใน 3 เดือนคาดว่าจะต้องเวิร์คฟอร์มโฮมไปจนถึงสิ้นปี 2563และภาครัฐรวมถึงประชาชนจะต้องเริ่มวางแผนการใช้ชีวิตแบบใหม่หลังจบเดือนมิถุนายนนี้

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่าสิ่งที่จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่หลังจากการระบาดของไวรัสโควิด -19จบลงอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำงานจากบ้านเกิดกันมากขึ้น หรือเรียกว่าการอพยพทางเศรษฐกิจกลับบ้าน "Home-coming economic migration" คนจะเลือกทำงานในถิ่นฐานเมืองรองมากขึ้นและใช้การสื่อสารผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้นเพราะการเกิดโรคระบาดสะท้อนให้เห็นว่าความแออัดและระบบความปลอดภัยในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกยังไม่มีมาตรการที่แน่ชัดโดยเฉพาะเกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม ในภาวะวิกฤตินี้ทำให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะหน่วยงานภาครัฐเอกชน ประชาชน เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีในด้านสาธารณสุขขึ้นมากมายรวมถึงนวัตกรรมอื่นที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยในช่วงนี้ เช่นนวัตกรรมการเว้นระยะทางสังคม นวัตกรรมด้านการศึกษา นวัตกรรมการใช้ความช่วยเหลือ ฯลฯ




"เรื่องที่น่าเป็นห่วงนอกเหนือจากการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนคือช่วงไตรมาสที่ 2 จนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีอาจมีการหยุดชะงัก แต่ยังไม่ส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้นยกเว้นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19ระบบโลจิสติกส์ ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค การบริการด้านการเงิน และอาหารที่สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในช่วงนี้ได้ ซึ่งนอกจาก NIA จะมีทุนสนับสนุนในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว ยังได้ริเริ่มสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงกลุ่มบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ตรงตามความต้องการของโรงพยาบาลและประชาชนเพื่อให้เกิดการนำนวัตกรรมไปใช้ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้คาดว่าในระยะหลังจาก 6 เดือนเป็นต้นไป จะเริ่มเกิดปัญหาสภาพคล่อง NIA จึงได้เร่งหามาตรการด้านการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมกับสถาบันการเงินหลายแห่งรวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือด้านองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรมองค์กรผ่านหลักสูตรและโปรแกรมต่างๆ มากมาย" ดร.พันธุ์อาจ กล่าวสรุป

ข่าวล่าสุด