ปชป.เสนอ5ข้อ"บิ๊กตู่"ใช้สู้โควิด-19
15 เม.ย. 2563 | chairat_pat

"รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์"ชู 5 ข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรี ประกอบการพิจารณาใช้ต่อสู้กับสถานการณ์แพร่ระบาดของไว้รัสโควิด-19 มั่นใจหากทำได้จะผ่านพ้นวิกฤติไปได้ด้วยดี
ข่าว
15 เม.ย. 2563 | chairat_pat

"รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์"ชู 5 ข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรี ประกอบการพิจารณาใช้ต่อสู้กับสถานการณ์แพร่ระบาดของไว้รัสโควิด-19 มั่นใจหากทำได้จะผ่านพ้นวิกฤติไปได้ด้วยดี
เมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความเฟสบุ๊คส่วนตัว "กนก วงษ์ตระหง่าน" โดยยื่น 5 ข้อเสนอต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ ศบค. เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการแนวทางในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และมาตรการในการเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อคำสั่งจากทางภาครัฐ ดังนี้
1.ตัดสินใจแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและทันสถานการณ์ เป็นที่ทราบกันดีว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่สามารถตัดสินใจบนความพร้อมได้ ดังนั้น ท่านต้องตัดสินใจบนความไม่พร้อมต่างๆ เช่น ข้อมูลข่าวสาร การจัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของคนบางส่วน การต้องเผชิญกับอารมณ์ และแรงกดดันจากรอบด้าน แต่ในอีกมุมท่านต้องพยายามพาหน่วยงานจำนวนมาก ให้สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันในการแก้ปัญหา ต้องประคองทีมงานทุกคน ให้มีความมุ่งมั่นและทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่กดดันเช่นนี้ ความรวดเร็วในการตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญ การก้าวข้ามข้อผิดพลาดอันเล็กน้อย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจ จึงเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ได้กำหนดเอาไว้อย่างทันท่วงที
2.พร้อมรับฟังความเห็นต่างและยินดีปรับแนวทางในการแก้ไขปัญหา วิกฤตไวรัสโควิด 19 เป็นเรื่องใหญ่ และทั่วโลกยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ทุกคนจึงเรียนรู้ปัญหาใหม่ในทุกวัน ดังนั้น การรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นอย่างรอบด้านจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย โดยเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างนั้น จะช่วยให้สามารถเข้าใจปัญหาได้อย่างครบถ้วนมากขึ้นที่สำคัญในสถานการณ์เช่นนี้ การบอกว่า "ไม่ทราบครับ" ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตรงกันข้าม การบอกไปเช่นนี้จะทำให้ทุกคนยินดีที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งทำให้เกิดการสรุปประเด็นที่ดีและรวดเร็วมากขึ้น และสิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ ท่านต้องลืม "สูตรสำเร็จ" ในการแก้ปัญหาก่อนหน้านี้ที่เคยใช้งานได้ผลให้หมด แล้วมาเริ่มต้นใหม่กับปัญหาในวิกฤตครั้งนี้ ด้วยการพร้อมรับฟัง พร้อมเรียนรู้ และพร้อมปรับแนวทางอยู่ตลอดเวลา เพื่อความเหมาะสมของแต่ละสถานการณ์ที่ดำเนินไป เพราะความเห็นที่หลากหลายจะพาท่านไปสู่ทางเลือกใหม่ๆ อีกมากมายในการแก้ปัญหา
3.แสดงความเป็นเจ้าภาพตัวจริงในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติตั้ง "คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019" หรือ ศบค. โดยมี "นายกรัฐมนตรี" เป็นประธาน ซึ่งหมายถึงการเป็นเจ้าภาพสำหรับการต่อสู่กับวิกฤตคไวรัสโควิด 19 ในครั้งนี้ ดังนั้น การบริหารจัดการต้องประสานให้ได้ทั้งด้านขวาง คือ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข มหาดไทย พาณิชย์ คมนาคม คลัง การต่างประเทศ เป็นต้น รวมไปถึงการประสานสั่งการในแนวดิ่ง คือ การให้นโยบาย มาตรการ และคำสั่งจากส่วนกลาง ผ่านไปที่ภูมิภาค และลงสู่ท้องถิ่น จนถึงประชาชนเพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานอย่างเป็นเอกภาพ
ทั้งนี้ แน่นอนว่า การทำให้เกิดกระบวนการที่สมบูรณ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก และมีแรงกดดันจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมากมาย ดังนั้น การติดตามรายงานในทุกระดับ และการปรับแก้วิธีการปฏิบัติให้มีความเหมาะสม และเต็มประสิทธิภาพ ต้องทำอย่างต่อเนื่องในทุกวัน เมื่อเป็นเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเจ้าภาพในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 จึงต้องดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ (ทานอาหารที่ดี และออกกำลังกายอยู่เสมอ) รวมไปถึงสุขภาพใจ นั่นคือเรื่องของภาวะอารมณ์ที่ต้องมั่นคงและไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นใดก็ตาม ซึ่งการฝึกสมาธิทุกวัน จะเป็นตัวช่วยที่มีประโยชน์มากในเรื่องนี้
4.มีความเข้าอกเข้าใจในทุกข้อจำกัดของผู้ปฏิบัติงาน และเร่งจัดการข้อจำกัดนั้นทันที สำหรับปฏิบัติการต่อสู้กับไวรัส แนวหน้าที่ขาดไม่ได้ คือ บุคลากรทางการแพทย์ และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันมีความต้องการเป็นจำนวนมาก ถึงมากที่สุด เพื่อกระจายกำลังและเครื่องมือต่างๆ ให้เพียงพอและสอดคล้องต่อสถานการณ์ความรุนแรงและเร่งด่วนในแต่ละพื้นที่ (จังหวัด, อำเภอ, ตำบล และหมู่บ้าน) ของประเทศ ที่มีบริบทแตกต่างกัน ดังนั้น ระบบการส่งกำลังบำรุง (Logistics) จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เปรียบดังกลยุทธ์ทางทหารที่ว่า "สงครามแพ้ชนะกันด้วยการส่งกำลังบำรุง"
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้ การจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ไร้ความเสี่ยงต่อทั้งประชาชน และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรและเครื่องมือในการทำสงครามกับไวรัสต้องได้รับการแก้ไขทันที (อันที่จริงไม่ควรจะเกิดขึ้น) รวมไปถึงอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้ศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ลดลง นี่คือการรักษาขวัญและกำลังใจของทีมงานในทุกระดับ ซึ่งถ้าทำได้ชัยชนะก็ไม่ไกลเกินเอื้อม
5.มองความปลอดภัยของประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด วิกฤตไวรัสรอบนี้ เชื่อว่านายกรัฐมนตรีน่าจะได้รับข้อเสนอแนะที่ดีมากมายจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่หลากหลาย และคงจะมีหลายแนวทางที่ขัดแย้งกัน รวมไปถึงไม่สามารถนำมาปฏิบัติจริงได้ (แม้จะเป็นข้อเสนอที่ดี) ดังนั้น หัวใจของปฏิบัติการที่ต้องระลึกอยู่เสมอก็คือ ต้องทำได้จริง และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน คือ ไม่ติดเชื้อ ไม่ป่วย มีอาหารประทังชีวิต มีที่พักสะอาดและปลอดภัย เต็มไปด้วยขวัญและกำลังใจที่ดี เป็นต้น
เมื่อหลักเป็นเช่นนี้แล้ว ปฏิบัติการใดๆ ที่เกิดขึ้น ก็จะหมายถึงการรวมใจกันของคนในชาติ เพื่อคนในชาติ ความเป็นเอกภาพในประเทศของเราต่อการจัดการกับปัญหาครั้งนี้ก็จะเกิดขึ้นในที่สุด พร้อมทิ้งท้ายว่า "ยุทธศาสตร์ต้องนำการปฏิบัติ และมีเพียงการปฏิบัติเท่านั้นที่จะพาเราไปสู่ชัยชนะ หวังว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้า ด้วยความห่วงใย และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ไวรัสนี้ทุกคนครับ"