นายภาสกร กล่าวว่า ที่ผ่านมา จ.เชียงราย ได้ใช้มาตรการให้อยู่บ้านเพื่อดูอาการผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศที่มีความเสี่ยง จำนวน 2,000 กว่าราย ส่วนใหญ่หมดระยะเวลา 14 วันแล้วคงเหลือเพียง 64 ราย และผู้มาจากต่างประเทศแล้วต้องกักตัวในสถานที่ที่กำหนดจำนวน 27 ราย ส่วนผู้ที่มาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีเกือบ 8,000 ราย และเหลือที่กักตัวไม่ครบ 14 วันอยู่เพียงประมาณ 1,311 กว่าราย และทั้งหมดจะหมดระยะเวลากักดูอาการ 14 วันตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.นี้ และหากพื้นที่ภายในจังหวัดปลอดโรคแล้วก็ยังคงเหลือการเดินทางเข้าไปเพิ่มเติมซึ่งกรณีของถนนสายต่างๆ ถือว่าควบคุมได้เพราะตั้งแต่มีการปิดเส้นทาง ก็มีผู้เข้ามาในจังหวัดน้อยลงโดยมีเพียงคนจีนที่เดินทางขาออกเพื่อกลับประเทศจีนสัปดาห์ละ 1 ครั้งในทุกวันเสาร์ ส่วนสายการบินภายในประเทศมีเพียงวันละประมาณ 40 คน ส่วนถนนเข้าสู่จังหวัด 4 สายมีผู้ใช้ถนนวันละประมาณ 3,000 คนโดยมาทางถนนพหลโยธินสายเชียงราย-พะเยา วันละประมาณ 1,000 ราย ถนนสายเชียงราย-เชียงใหม่ วันละประมาณ 500 ราย ส่วนไปทาง อ.เชียงคำ จ.พะเยา และ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มีรวมกันเพียงประมาณ 500 ราย ทำให้สามารถดูแลได้ทั่วถึง
นายแพทย์ไชยเวช กล่าวว่า แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเป็นศูนย์แต่ก็ประมาทไม่ได้เพราะหากกลับสู่ความประมาทตัวเลขอาจจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับหมื่นรายแล้วก็จะไม่สมารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะเดือน พ.ค.ซึ่งจะมีผู้เดินทางกลับกันมากหากมีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆลดลง โดยในช่วงระยะเวลา 2-3 สัปดาห์นี้ทางเจ้าหน้าที่จะได้เตรียมบุคลาการ ซ้อมแผน จัดเตรียมอุปกรณ์ จัดสถานที่เพิ่มเติมจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ไปยังโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) หรือโรงแรมบางแห่ง เพื่อรับมือกับไวรัสโควิดข19 ของ จ.เชียงราย โดยจำลองเหตุการณ์ว่าพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ประมาณ 1,000 ราย เป็นผู้ป่วยไม่หนักจำนวน 800 ราย อาการหนัก 150 ราย หนักมาก 50 รายโดยในกรณีหนักมากประมาณ 30-50 รายต้องใช้ท่อช่วยหายใจ
///////////////////////