เนชั่นทีวี

ข่าว

พท.จี้รัฐคลายมาตรการให้ปชช.ทำมาหากินได้

14 เม.ย. 2563 | thanita_boo

พท.จี้รัฐคลายมาตรการให้ปชช.ทำมาหากินได้

"เพื่อไทย"ออกแถลงการณ์ยาวเหยียด จี้รัฐตัดงบไม่จำเป็นก่อนกู้เงิน พร้อมผ่อนคลายมาตรการให้ประชาชนทำมาหากินได้ ชี้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านต้องเยียวยาประชาชนทั่วถึง แนะตั้งกรรมการตรวจสอบการบริหารเงินกู้ และรายงานสภาฯ ทุก 3 เดือน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีจะออกพระราชกำหนดเพื่อแก้ไขปัญหาอันเกิดจากสถานการณ์โควิด-19 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาทว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอเสนอความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการใช้เงิน ดังนี้ 

พท.จี้รัฐคลายมาตรการให้ปชช.ทำมาหากินได้


รัฐบาลต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 ให้เป็นรูปธรรมได้เท่าไหร่ พรรคเพื่อไทยเคยเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงงบประมาณที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 โดยตัดทอนหรือเลื่อนการใช้จ่ายเงินออกไปก่อนจำนวน 10 - 15%  น่าจะได้เงินกลับคืนมาเกือบ 5 แสนล้านบาทเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องโควิด-19 ได้ก่อน จะทำให้วงเงินที่จะต้องกู้ในส่วนนี้เหลือเพียง 5 แสนล้านบาทเท่านั้น หากรัฐบาลไม่สามารถปรับลดงบประมาณได้ตามเป้าหมาย 5 แสนล้านบาท ก็ควรมีคำอธิบายต่อพี่น้องประชาชนว่า พยายามในการปรับลดแล้วอย่างไรบ้าง ติดขัดตรงไหน และมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร ขณะที่เงินในส่วนของมาตรการการเงิน 9 แสนล้านบาท ถึงแม้จะเป็นนโยบายทางการเงิน แต่หากมีการกำกับดูแลหละหลวมจนเกิดความเสียหายเกินความสามารถของธนาคารแห่งประเทศไทย ภาระในความรับผิดชอบดังกล่าวจะตกกับประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจึงควรดำเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง ตลอดจนมีการกำกับดูแลการใช้เงินดังกล่าวให้รัดกุม ทั่วถึง และเป็นธรรมต่อผู้ ประกอบการทั้งหมด

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลควรดูแลพี่น้องประชาชนที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยารายละ 5,000 บาทอย่างครอบคลุมและทั่วถึง ซึ่งต้องรวมถึงพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งจากโรคระบาดและภัยแล้ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ รัฐบาลต้องใช้งบประมาณแผ่นดินและเงินที่จะกู้เพื่อแปลงวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการสร้าง มูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ โดยสนับสนุนสินเชื่อหรือยกเว้นภาษีเกี่ยวกับการนำเข้าเพื่อลงทุนเกี่ยวกับเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือเครื่องใช้ที่ปลอดภัยจากไวรัส เช่น เครื่องปรับอากาศ ฆ่าเชื้อ เป็นต้น รวมทั้งการจัดอบรมบุคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรมบริการ ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุข

พท.จี้รัฐคลายมาตรการให้ปชช.ทำมาหากินได้


ส่วนการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ส่วนใหญ่ไม่อยู่ในระบบการกู้ยืมเงินผ่านธนาคารต่างๆ ตามปกติ จึงต้องมีมาตรการช่วยเหลือ และแนวทางการฟื้นฟูที่แตกต่างจากกรณีปกติธรรมดา โดยผู้ประกอบการ SMEs  ที่มีรายได้มากกว่า 25 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ควรเน้นไปที่มาตรการด้านภาษี ความสะดวกหรือสิทธิพิเศษในการส่งออกหรือนำเข้า และการตลาด ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีรายได้ระหว่าง 10 25 ล้านบาทต่อปี ควรเน้นเรื่องสิทธิพิเศษ มาตรการทางภาษี แหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และการตลาด ผู้ประกอบการ SMEs  ที่มีรายได้ระหว่าง 1 แสน 10 ล้านบาทต่อปี ควรเน้นที่แหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เข้าถึงง่าย และการตลาดเป็นสำคัญ 


ขณะเดียวกันรัฐบาลควรมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการด้วยการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด จัดระเบียบ ลำดับความสำคัญ และพิจารณาลักษณะของธุรกิจว่าเป็นเช่นใด อนาคตจะสอดคล้องกับการประกอบการในยุคโควิด-19 เพียงใด ซึ่งจะต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ ไม่เลือกปฏิบัติ เป็นธรรม และนำไปสู่มิติใหม่ของวิสาหกิจดังกล่าว โดยสามารถใช้งบประมาณของผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวน 20 ล้านบาทไปพลางก่อนได้ ในส่วนพระราชกำหนดให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลเสถียรภาพภาคการเงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยจัดตั้งกองทุนรวมเสริมสภาพคล่องตราสารหนี้ภาคเอกชน เพื่อซื้อตราสารหนี้เอกชนคุณภาพที่ดีครบกำหนดชำระในช่วงปี พ.ศ. 2563 2564 ทั้งนี้ เพื่อรักษาหลักการของการเป็นธนาคารกลางของประเทศที่มีความน่าเชื่อถือไว้ จึงควรให้รัฐบาล บริษัท และธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันศึกษาปัญหาตราสารหนี้ทั้งระบบให้ได้ราคาตราสารหนี้ที่ถูกต้องเป็นจริงทั้งรัฐบาลต้องเร่งประกาศยุทธศาสตร์ เร่งทำแผนโครงการการใช้เงินให้มีความรอบคอบและรัดกุม เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยจะต้องเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ดูแลธุรกิจซึ่งรวมถึงภาคการเกษตรที่มีอนาคตและเกี่ยวข้องกับการจ้างงาน เพื่อไม่ให้เกิดการเลิกจ้าง การพักชำระหนี้ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้มีการลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลกภายหลังวิกฤติโควิด-19 รัฐบาลต้องมีแนวทางและมาตรการการใช้เงินกู้อย่างโปร่งใส มีประสิทธิผลและตรวจสอบได้ โดยตั้งคณะกรรมการที่ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อตรวจสอบแนวทางการใช้เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากนั้นต้องรายงานการใช้เงินให้สภาผู้แทนราษฏรทราบเพื่อการตรวจสอบทุก 3 เดือน รวมถึงการกำหนดแนวทางหรือมาตรการ และระยะเวลาที่จะชำระคืนเงินกู้จนครบถ้วนคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้ประชาชนได้กลับมามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันตามปกติโดยเร็วที่สุด ด้วยการจัดลำดับความสำคัญให้ผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ประสงค์จะดำเนินกิจการได้รับการตรวจเพื่อให้เป็นผู้ปลอดเชื้อ รวมทั้งมีอุปกรณ์และมาตรการป้องกันผู้มาใช้บริการอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ในระยะแรกของการผ่อนปรน รัฐบาลจะต้องทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่า หากเกิดการเจ็บป่วยด้วยไวรัสดังกล่าว รัฐบาลจะสามารถดูแลรักษาได้ทั่วถึง โดยได้จัดสรรงบประมาณที่จำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรทางด้านสาธารณสุขอย่างเพียงพอ

ข่าวล่าสุด