ทั้งนี้ผลศึกษาดังกล่าว เป็นการรวบรวมจากนักวิจัยในมณฑลหูเป่ย์ ที่สอบสวนโรคกรณีการติดเชื้อแบบกลุ่มก้อน (cluster) เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางมากที่สุดเพื่อฉลองเทศกาลตรุษจีน พบว่ามีผู้โดยสารคนหนึ่งที่มีอาการป่วยและเดินทางด้วยรถบัสขนาด 48 ที่นั่งที่เป็นการเดินทางระยะไกล โดยนั่งแถวหลังสุดแถวที่สอง แบบไม่สวมหน้ากาก ขณะที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่หรือคนขับก็ไม่สวมหน้ากากเช่นกัน
นักระบาดวิทยาระบุว่า ผู้ป่วย "เอ" ไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับใครเลยตลอดการเดินทาง 4 ชม. แต่เมื่อรถคันเดียวกันจอดที่เมืองถัดไป ไวรัสได้แพร่จากพาหะไปยังผู้โดยสารคนอื่นอีก 7 ราย และไม่ใช่คนที่นั่งใกล้ แต่เป็นสามีภรรยาที่นั่งอยู่แถวที่ 6 ถัดจากเขา ซึ่งห่างออกไป 4.5 เมตร
หลังจากผู้โดยสารกลุ่มนี้ลงจากรถแล้ว 30 นาที มีผู้โดยสารขึ้นมาอีกกลุ่ม ปรากฎว่า ผู้โดยสารคนหนึ่งที่นั่งแถวหน้าคนละฝั่ง ก็ติดเชื้อด้วย นักวิจัยมองว่า ผู้ป่วยรายนี้ซึ่งไม่ได้สวมหน้ากาก น่าจะสูดละอองฝอยเล็กๆ ที่ปล่อยออกมากับลมหายใจของผู้โดยสารติดเชื้อ เหตุที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะในพื้นที่ปิด การถ่ายเทอากาศหลักๆมาจากอากาศร้อนจากเครื่องปรับอากาศ อากาศร้อนหอบละอองฝอยที่มีไวรัสไปไกลมากขึ้น
หลังลงจากรถโดยสารคันนี้แล้ว พาหะคนแรกต่อรถมินิบัส และเดินทางอีก 1 ชม. ผลคือมีผู้โดยสารอีก 2 คนติดเชื้อ ซึ่งนั่งห่างออกไป 4.5 เมตรจากผู้ป่วย เอ เช่นกัน โดยเวลาที่ผลศึกษานี้เสร็จสมบูรณ์กลางเดือนก.พ. สรุปว่า คนไข้ เอ แพร่เชื้อผู้อื่นอย่างน้อย 13 ราย
นักวิจัยพบว่า ระยะเวลาที่เชื้ออยู่บนวัตถุขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิ และชนิดของวัตถุ เช่น ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน 2-3 วัน บนแก้ว ผ้า โลหะ พลาสติก หรือกระดาษ คำแนะนำคือ ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่ออยู่ในรถโดยสาร และไม่ควรไปจับหรือสัมผัสโดยไม่จำเป็น