ส่วนที่บราซิล มีการปรับเอาสนามฟุตบอลและสถานที่จัดคอนเสิร์ต "Pacaembu" ชื่อดังในเมืองเซา บรรจุเตียงผู้ป่วยได้ 200 เตียง หรือแม้แต่ที่ปากีสถาน ก็มีการเตรียมการเรื่องโรงพยาบาลสนาม โดยใช้ศูนย์จัดแสดงสินค้าในเมืองลาฮอร์ ทางตะวันออกของประเทศไว้รองรับผู้ป่วย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในหลายประเทศเตรียมการรับมือกับเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และที่ไทยเองก็เช่นเดียวกัน ประเทศไทยได้มีการเตรียมการเรื่องโรงพยาบาลสนามอย่างต่อเนื่อง ที่แรกที่มีการปรับเป็นโรงพยาบาลสนาม และรับผู้ป่วยไปดูแลแล้วคือที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต โดยดัดแปลงหอพักอาคารดีลักซ์ (DLUXX)
ซึ่งเดิมเคยเป็นห้องพักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับนักกีฬาเอเชียนเกมส์ มีความสูง 14 ชั้น จำนวน 308 ห้อง และ โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน โรงพยาบาลแห่งใหม่ล่าสุดของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีศักยภาพรองรับได้ถึง 294 เตียง
นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ขอความร่วมมือโรงพยาบาลเอกชน และโรงแรมทั่วประเทศยื่นขอเป็นโรงพยาบาลสนาม มีสถานประกอบการโรงแรมยื่นเรื่องเข้ามาจำนวนกว่า 100 แห่ง จาก 24 จังหวัด รวมประมาณ 16,000 เตียง มากสุดในกรุงเทพมหานครรวม 10,000 เตียง
ดังนั้นถ้าเทียบกันชัด ๆ ในหลายประเทศที่ได้ยกตัวอย่างมาจะเห็นได้ว่าประเทศไทย ได้เตรียมการรับมือกับโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโรงพยาบาลสนามนั้นก็จะเห็นได้ว่ามีความพร้อม กว่าหลายประเทศ หรือแม้แต่ในสหรัฐฯ หรือประเทศในยุโรป ประเทศไทยเราพร้อมกว่าหลายเท่า เรื่องนี้ไ่ได้เป็นเพียงการยกยอปอปั้น ของผู้เขียน (สถาพร เกื้อสกุล) เท่านัน แต่มีสิ่งที่เป็นหลักฐานปรากฎชัดว่า มีการชื่นชมเรื่องดังกล่าวจากหลายฝ่ายด้วยกัน อาทิเช่น
ศ.นพ.ลินคอล์น เชน ประธาน China Medical Board ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระหว่างประเทศ และอดีตศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ไว้ระหว่างประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลประจำปี พ.ศ. 2563 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 ม.ค. 2563 ชื่นชมการดำเนินงานของไทยในการเฝ้าระวังคัดกรองและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019
13 มี.ค.63 บีบีซีไทยโดย นพพร วงศ์อนันต์ รายงานบางช่วงที่น่าสนใจว่า เจเรมี ฮันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของรัฐบาลพรรคคอนเซอร์เวทีฟ วิจารณ์รัฐบาลสหราชอาณาจักรว่า "ขยับตัวยังไม่เร็วพอ" ในการสกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่คร่าชีวิตชาวอังกฤษไปแล้ว 10 ราย และทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้วเกือบ 600 ราย