ในด้านการป้องกันและการให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งการรักษาความมั่นคง ประกอบด้วยการกำจัดการเดินทางระหว่างจังหวัด และการประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศเวลา 22.00 น - 04.00 น. เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ทั้งนี้มีการจัดกำลังพล 20,000 นาย ตั้งจุดตรวจมากกว่า 1,000 แห่งโดยที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากประชาชนดีขึ้นเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีผู้ฝ่าฝืนและมั่วสุมชุมนุมกันในยามวิกาลกว่า 6,500 ราย ในช่วงวันที่ 3 - 10 เมษายนที่ผ่านมาซึ่งไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เนื่องจากเป็นตัวเลขที่สูงเกินไปในแง่ของการจำกัดการแพร่ระบาดของโรค เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องการให้ใช้กฎหมายรุนแรงมากยิ่งขึ้นหรือขยายเวลาประกาศเคอร์ฟิว โดยบุคคลที่ขาดจิตสำนึกเหล่านี้ รวมถึงขาดความรับผิดชอบทำให้ประชาชนคนไทยหาเช้ากินค่ำและคนส่วนใหญ่ต้องลำบากในการใช้ชีวิตช่วงเวลานี้ ตนขอเตือนให้แก้ไขตัวเอง พร้อมยืนยันว่ายังไม่มีแนวคิดขยายเวลาหรือนอกเคหสถาน
ด้านการควบคุมสินค้า ได้มีการร้องเรียนการขายสินค้าราคาสูงกว่ากำหนด การกักตุนสินค้ าและการปฏิเสธขายสินค้าโดยไม่มีเหตุผล จำนวนมาก ซึ่งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาสามารถจับกุมและดำเนินคดีการขายสินค้าเกินราคา 20 ราย ไม่ติดป้ายแสดงราคาสินค้า 36 ราย ขายสินค้าสูงหรือต่ำเกินสมควรจนทำให้เกิดความปั่นป่วน 75 ราย ซึ่งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้ประกาศให้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เป็นสินค้าควบคุม จับกุมได้ถึง 334 คดี สามารถยึดของกลางเป็นหน้ากากอนามัยกว่า 2,700,000 ชิ้น แอลกอฮอล์มากกว่า 30,000 ลิตร ชุดตรวจโควิด-19 61 ชุด และเครื่องตรวจอุณหภูมิ 4,000 เครื่อง มูลค่ารวม 177 ล้านบาท
ด้านการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ หลักการสำคัญคือ วันนี้เราต้องรอด วันหน้าต้องกลับมาเข้มแข็ง ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้มีมาตรการเยียวยาและดูแลทั้งทางตรงและทางอ้อมในระยะที่ 1 และที่ 2 ถึง เป็นระยะเร่งด่วนสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม โดยล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาตรการเพิ่มเติมในระยะที่ 3 เพื่อรักษาเยียวยาและเตรียมความพร้อม 1 ล้าน 9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 10 ของ GDP พร้อมกับออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเงิน 1 ล้านล้านบาท ในกลุ่ม 3 แผนงานหลัก ได้แก่ สาธารณสุข จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ยารักษาโรคและสนับสนุนการทำงาน และงานวิจัย เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบครอบคลุมประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง งบประมาณรวม 600,000 ล้านบาท กระตุ้นการลงทุนยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อรองรับการพัฒนาในระยะยาวซึ่งแผนงานนี้ใช้งบประมาณ 400,000 ล้านบาท ให้การช่วยเหลือประชาชนธุรกิจ smes ซึ่งเป็นรากฐานของประเทศที่สำคัญวงเงิน 500,000 ล้านบาท พร้อมทั้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ พร้อมทั้งผ่อนผันการจ่ายทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น เป็นระยะเวลา 6 เดือนและการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ซึ่งมีผู้ประกอบการ smes เข้าข่ายการช่วยเหลือจากมาตรการนี้จำนวน 1.7 ล้านราย