พลเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) กล่าวถึงจำนวนผู้ฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวของรัฐบาล ที่ไปถึงระดับหลักพันคน มีความเป็นไปได้จะขยายเวลาเคอร์ฟิวหรือไม่ โดยย้ำว่า รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี คำนึงเสมอว่าการห้ามออกนอกเคหสถาน อาจเป็นส่วนที่กระทบเศรษฐกิจ จึงไม่อยากจะเพิ่มเวลา หรือเพิ่มการกระทำใดที่ทำความเสียหายทางธุรกิจอีก ดังนั้นถ้าทุกคนรู้จักเคร่งครัด ละ และปรับพฤติกรรม ไม่ออกนอกบ้านได้เวลาห้าม เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นการช่วยพวกเราทุกคน ช่วยประเทศไทย ช่วยคนไทย ช่วยรัฐบาล และช่วยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ต้องคอยจับกุม เพราะไม่ได้อยากจะทำในสิ่งเหล่านั้น
ส่วนประกาศของ กทม. ที่ห้ามขายเครื่องแอลกอฮอล์ จะนำไปใช้กับจังหวัดอื่นๆ ที่ยังไม่ดำเนินการตามมาตรการนี้หรือไม่ // ผู้บัญชาการทหารสูงสุด บอกว่า ในแต่ละพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเพิ่มเติมมาตรการใดๆที่เห็นว่าจังหวัดนั้นมีความเสี่ยง ตนเชื่อว่าทุกคนคงใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควร
สำหรับสถานการณ์ในภาพรวมขณะนี้ ส่วนตัวมองว่า ผู้ติดเชื้อรายวันดูเหมือนจะอยู่ในระดับที่พอจะควบคุมได้ แต่คนไทยไม่ควรประมาท สิ่งที่ดำเนินการมาในเรื่องของการลดเวลาทำงาน การ work from home หรือพยายามเคร่งครัดในการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล เป็นสิ่งที่ได้ผล ก็อยากให้เจ้าของกิจการที่กำหนดแนวทางในการ work from home หรือเพิ่มระยะห่างในการปฏิบัติงานของแนวทางนี้ต่อไป อย่าพึ่งวางใจ และกลับมาทำงานในระบบระบบปกติ รอให้คุณหมอ หรือสาธารณะสุข ยืนยันว่าผ่านพ้นช่วงที่อันตรายไปแล้ว
ที่สำคัญในช่วงนี้มีกิจกรรมตามประเพณี ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ออกประกาศและปรับกิจกรรม ก็ขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมมือระมัดระวังในช่วงเทศกาลดังกล่าว เพราะรัฐบาลก็ได้ออกประกาศข้อกำหนดที่เป็นข้อห้ามของการออกนอกเคหสถาน ก็ยังพบว่ามีบางคนบางกลุ่มที่ยังไม่ปฏิบัติตาม ทางทหาร-ตำรวจ และผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการตามกฏหมายโดยเคร่งครัด ทั้งที่ไม่ได้อยากทำเช่นนั้น ก็ขอความร่วมมือใครที่จะมีกิจกรรมหรือเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ขอให้งดปฏิบัติ เพราะส่งผลเสียต่อประชาชนคนอื่น เพราะคนอื่นระวังตัว แต่ท่านไม่ระวังตัว ถือว่าท่านทำให้ผู้อื่นประสบความเดือดร้อนเสียหาย เป็นการซ้ำเติม ขอให้ช่วยกันระมัดระวัง รักษาระยะห่างระหว่างบุคคลเป็นเรื่องสำคัญที่สุด