พร้อมทั้ง การติดตามการจัดทำโครงการและเสนองบประมาณเพื่อการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่แล้งอื่นอีกรวม 24 จังหวัด(ภาคอีสาน 10 จังหวัด) 143 อำเภอ 742 ตำบล 6,255 หมู่บ้าน และติดตามข้อสั่งการในการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2562 - 63 ซึ่งกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้หนังสือด่วนที่สุด ที่ มท (บกปภ) 0624 /ว 47 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 สั่งการให้ทุกจังหวัดดําเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี 2562-2563 แล้ว ทั้ง
1) ใช้กลไกระบบบัญชาการเหตุการณ์ตามกฎหมายและแผนว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มภารกิจหลัก ประกอบด้วย กลุ่มพยากรณ์กลุ่มบริหารจัดการน้ํา และกลุ่มปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ํา
2) ให้สํารวจ ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ํา โดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค พร้อมทั้งกําหนด มาตรการรับมืออาทิการจัดทําแผนสํารองน้ำการหาแหล่งน้ำสํารองการขุดเจาะบ่อน้ําบาดาลในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบ การขุดขยายสระพักน้ำดิบ เพื่อสํารองปริมาณน้ําในการอุปโภคบริโภค รวมถึงการสูบส่งน้ำจากแหล่งน้ํา ใกล้เคียงไปยังระบบการผลิตน้ําประปา และให้กําหนดพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นพื้นที่นําร่อง การพัฒนาพื้นที่รับน้ำ (แก้มลิง) ชั่วคราว ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำถาวร ตลอดจนการพิจารณาจัดทําธนาคารน้ำใต้ดินที่มี การควบคุมคุณภาพน้ำที่กักเก็บให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดภัยเพียงพอสําหรับการใช้ประโยชน์ ฯลฯ
โดยการติดตามการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ที่นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มท. เป็นผู้กำกับดูแลนั้น ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า 2019(COVID-19) โดยภัยแล้งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของพี่น้องประชาชน ในการทำการเกษตรและการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันการแก้ภัยแล้งจะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนแม้สถานการณ์การแพร่ไวรัสจะยังคงอยู่ก็ตาม