เนชั่นทีวี

ข่าว

'ภัยแล้ง-โควิด 19' ดันราคาข้าวพุ่งสูงสุดรอบ 9 ปี

09 เม.ย. 2563 | rattana

'ภัยแล้ง-โควิด 19'  ดันราคาข้าวพุ่งสูงสุดรอบ 9 ปี

สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และภัยแล้งที่หนักสุดรอบ 40 ปี ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าปรับขึ้นมาทะลุตันละ 1 หมื่นบาท และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นได้อีก หลังประเทศเพื่อนบ้านงัดมาตรการชะลอส่งออกข้าวชั่วคราว เพื่อสำรองข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ทำให้คำสั่งซื้อข้าวไหลเข้าไทยแทน และราคาอาจปรับตัวสูงสุดในรอบ 9 ปี

การกว้านซื้อข้าวสารบรรจุถุงจำนวนมาก ในช่วงที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการขอให้ประชาชนอยู่ในบ้าน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ประกอบกับภัยแล้งที่หนักสุดในรอบ 40 ปี ทำให้ข้าวเปลือกเจ้าปรับตัวสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน จากเดิมที่เคยอยู่ระดับตันละ 8,000-9,000 บาท เพิ่มขึ้นมาเป็นตันละ 10,500 บาท เนื่องจากผู้ประกอบการทั้งโรงสีและผู้ส่งออกต่างแย่งกันซื้อข้าวล่วงหน้าจากเกษตรกร เพื่อเตรียมรองรับความต้องการในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลดีต่อเกษตรกรทำให้ขายข้าวได้ราคาดีขึ้น และรัฐบาลประหยัดงบประมาณไม่ต้องชดเชยประกันรายได้ข้าวเปลือกให้กับเกษตรกร เนื่องจากราคาตลาดปัจจุบันสูงกว่าราคาเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดชดเชยไว้ แต่ในแง่ของผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เพราะต้องซื้อข้าวสารบรรจุถุงในราคาที่แพงขึ้น โดยราคาข้าวขาวได้ปรับขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 16-17 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 13-14 บาท ส่งผลให้ราคาข้าวสารบรรจุถุงที่ต้องขายต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 20 บาท
ด้าน จุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุ ราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้นไม่เกิน 15% ได้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 10,500 บาท จากราคา 9,200 บาท ได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ราคาข้าวดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกได้ในราคาดีที่สุด ไม่ถูกกดราคารับซื้อ ขณะเดียวกันต้องติดตามราคาข้าวสารถุงสำหรับบริโภค และตัวเลขการส่งออกข้าวควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้สถานการณ์ข้าวของประเทศในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับภัยโควิด-19 เกิดความสมดุลที่สุด 
ขณะที่ สต็อกข้าวในประเทศไทยที่มีเหลืออยู่ 6 ล้านตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่รวบรวมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สามารถรองรับการบริโภคภายในประเทศที่เฉลี่ยเดือนละ 7 แสนตัน ได้ประมาณ 6 เดือนเป็นอย่างต่ำ แต่หากหลังจากนี้มีการส่งออกข้าวเพิ่มมากขึ้น เพราะล่าสุดหลายประเทศที่เป็นคู่แข่งส่งออกข้าวของไทย เช่น เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา ได้ชะลอการส่งออกข้าวชั่วคราว เพื่อสำรองสต็อกข้าวให้มีเพียงพอบริโภคในประเทศ ทำให้คำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศทะลักเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นจากช่วง 2 เดือนแรก ปี 2563 ไทยมีการส่งออกข้าวลดลง โดยเดือนมกราคมสามารถส่งออกได้เพียง 5.5 แสนตัน และเดือนกุมภาพันธ์ส่งออกเพียงแค่ 4 แสนตันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากการส่งออกข้าวไทยหลังจากนี้ กลับมาพุ่งแตะระดับที่ 9 แสนตัน ถึง 1 ล้านตัน มีความเป็นไปได้ว่า ไทยอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการชะลอการส่งออกข้าว เหมือนที่หลายประเทศรอบบ้านกำลังดำเนินมาตรการชะลอส่งออกข้าว เพื่อเก็บสต็อกข้าวสำรองไว้บริโภคในประเทศ ขณะที่ภัยแล้งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ไทยมีความจำเป็นอาจต้องสำรองสต็อกข้าวเพิ่มมากขึ้น เพราะจากการประเมินเบื้องต้นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าข้าวนาปรังรอบแรกที่ผลผลิตกำลังทยอยออกมาเร็วนี้ ลดลงไป 1 ล้านตันข้าวเปลือก จาก 5 ล้านตันข้าวเปลือก เหลือ 4 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อคิดเป็นข้าวสารจะหายจากระบบไปประมาณ 5-6 แสนตัน และการปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 ที่ผลผลิตออกเดือนสิงหาคมและกันยายน ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าผลผลิตจะลดลงจากผลกระทบภัยแล้งมากน้อยแค่ไหน
จึงต้องติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ว่าจะยืดเยื้อมากน้อยแค่ไหน รวมถึงผลกระทบของภัยแล้ง และหากอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1 ของโลกในขณะนี้ หันมาใช้มาตรการชะลอการส่งออกข้าวเช่นกัน อาจทำให้ตัวเลขการส่งออกข้าวไทยพุ่งสูงขึ้นเพื่อรับคำสั่งซื้อข้าวทดแทนประเทศที่ใช้มาตการเหล่านี้ และมีความเป็นไปได้ว่าราคาข้าวไทยในปีนี้จะทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 9 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2554 ที่มีโครงการรับจำนำข้าวแบบสุดโต่งในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท

ข่าวล่าสุด