เนชั่นทีวี

ข่าว

"อธิบดีกรมการแพทย์" ชี้แจง ขั้นตอนการดูแล-รักษาผู้ป่วย "โควิด-19" ในไทย

05 เม.ย. 2563 | jirun_wic

"อธิบดีกรมการแพทย์" ชี้แจง ขั้นตอนการดูแล-รักษาผู้ป่วย "โควิด-19" ในไทย

หลายคนกำลังสงสัยขั้นตอนการดูแล-รักษาผู้ป่วยโควิด-19ในประเทศไทย ล่าสุด นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้ชี้แจงถึงขั้นตอนและวิธีการรักษาของผู้ป่วยในแต่ละกลุ่ม ซึ่งเน้นเป็นการรักษาตามอาการและให้ยาตามความเหมาะสม

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่าไทยมีแนวทางการดูแล-รักษาประชาชนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ที่การพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาให้ไปตามผลการศึกษาวิจัยจากทั่วโลก ซึ่งในรอบเดือนที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแนวทางไปแล้ว 2 ครั้ง และพรุ่งนี้จะมีการประชุมกับผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งเพื่อดูว่าแนวทางการรักษาและผลการรักษาในประเทศว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรสำหรับอาการของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสฯของไทย 
-ส่วนใหญ่จะเป็นอาการที่ไม่ค่อยรุนแรง 12%
-ไม่ค่อยแสดงอาการอาการ 20%
-อาการไม่รุนแรง (คล้ายเป็นไข้หวัด) 65%
-ปอดอักเสบไม่รุนแรง 10%
-ปอดอักเสบรุนแรง 3%ซึ่งแพทย์จะดูแล-รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบ่งผู้ป่วยออกตามอาการ 4 กลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มไม่ค่อยแสดงอาการ นำส่งไปรักษาตัวในโรงพยาบาลและสังเกตุอาการอย่างน้อย 7 วัน หากอาการดีขึ้น ผลจาการเอ็กซเรย์ปอดเป็นปกติ แพทย์จะส่งตัวไปพักต่อที่โรงพยาบาลสนาม เพื่อประหยัดเตียงของโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลสนามในกรุงเทพฯมีทั้งหมด 3 แห่ง คือโรงแรมสังกัดกรมการแพทย์ดูแล ปริ้นซ์ตัน เขตดินแดง มี 270 ห้อง หอพักมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต  380 ห้อง โรงแรมแถวจุฬาฯประมาณ 40 ห้อง2) กลุ่มอาการไม่รุนแรง แพทย์จะมีการให้ยาต้านไวรัส แต่ยังไม่ใช่ยาฟาวิพิราเวียร์ ระยะเวลาการรักษาที่โรงพยบาลแล้วแต่อาการของแต่ละคน แต่หากอาการดีขึ้นก็จะย้ายไปพักรักษาที่โรงพยาบบาลสนาม 14 วัน หรืออาการดีขึ้นหายขาด หลังจากนั้นถึงจะให้กลับไปดูแลตัวเองที่บ้านอีก16 วัน จนครบ 1 เดือน3) กลุ่มปอดอักเสบไม่รุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส แต่ยังไม่ให้ยาต้านไวรัสชนิดฟาวิพิราเวียร์ แต่หากอาการเริ่มไม่ดีขึ้นเข้าขั้นวิกฤติถึงจะพิจารณา ให้ยาต้านไวรัสชนิดฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะพักรักษาในโรงพยาบาลและจะไม่มีการย้ายไปรักษาที่โรงพยาบบาลสนาม
4) กลุ่มอาการรุนแรงแพทย์จะพิจารณาให้ยาทุกตัว ตามอาการที่เกิดขึ้น รวมถึงยาฟาวิพิราเวียร์และให้การรักษาในโรงพยาบาลจนหายขาด จะไม่มีการย้ายไปรักษาที่โรงพยาบบาลสนาม เพราะผู้ป่วยอาการหนักต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดแน่นอนว่าแต่ละผู้ป่วยแต่ละกลุ่มจะได้รับการดูแล-รักษาและให้ยาที่แตกต่างกันเพราะดูจากอาการของแต่ละคนเป็นหลัก

ข่าวล่าสุด