เนชั่นทีวี

ข่าว

ทริสคงอันดับเครดิสซีพีเอฟและหุ้นกู้ที่ระดับ A+

03 เม.ย. 2563 | orawan_jan

ทริสคงอันดับเครดิสซีพีเอฟและหุ้นกู้ที่ระดับ A+

ทริสคงอันดับเครดิตองค์กรซีพีเอฟและหุ้นกู้ที่ระดับ A+ สะท้อนสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของไทย ตลอดจนมีฐานการผลิตในหลายประเทศ การมีสินค้าและตลาดที่หลากหลาย

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกันของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟที่ระดับ "A+" สะท้อนสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของไทยตลอดจนมีฐานการผลิตในหลายประเทศ การมีสินค้าและตลาดที่หลากหลาย

 


ในขณะเดียวกันยังได้จัดอันดับเครดิตให้แก่หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน25,000 ล้านบาทของบริษัทที่ระดับ A+ โดยซีพีเอฟจะนำเงินไปใช้สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนและ/หรือสำหรับการลงทุนของกิจการ และ/หรือชำระคืนหนี้เดิมของบริษัทและ/หรือให้กู้ยืมแก่บริษัทย่อยของบริษัท


 

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนลงบางส่วนจากระดับหนี้สินที่สูงของบริษัทตลอดจนความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ของบริษัทซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์รวมทั้งความเสี่ยงจากโรคระบาด และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของประเทศผู้นำเข้าตลอดจนภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเป็นเวลานาน

 


ทริสเรทติ้งได้ออกประกาศเครดิตพินิจแนวโน้ม"ลบ" เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประกาศการลงทุนของซีพีเอฟในกลุ่มเทสโก้เอเซียโดยคาดว่ากระบวนการซื้อกิจการจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2563ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ต้องบรรลุก่อนที่ระบุในสัญญาซึ่งรวมถึงการได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง


 

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหารซีพีเอฟกล่าวไว้ว่า ผลการดำเนินงานในปีนี้ น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายผลกระทบจากภาวะวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่อาจมีต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินงานไม่มากเนื่องจากบริษัทเป็นผู้ผลิตอาหารซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าเนื้อสัตว์และอาหารคุณภาพด้วยมาตรฐานปลอดภัยยืนยันว่าคนไทยจะมีอาหารมั่นคงเพียงพอโดยไม่ขาดแคลนและให้คำมั่นว่าจะผลิตอาหารและดูแลการจัดจำหน่ายขนส่งอาหารอย่างเต็มกำลังและเต็มประสิทธิภาพด้วยมาตรฐานการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคอย่างเคร่งครัดโดยยังคงเดินหน้า "โครงการส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19" ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลกว่า70 แห่ง และกลุ่มบุคคลที่ต้องเฝ้าระวังกว่า 10,000คนแล้ว

ข่าวล่าสุด