นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ระบุถึงกรณี อย่างที่ได้มีการเผยแพร่ไปแล้วประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ผ่านมาว่าสถานการณ์ถึงขั้นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อจัดการกับปัญหาและสถานการณ์โรคโควิช 19 การประกาศครั้งนี้อาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ 2548 ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่และเรื่องแปลก แต่ที่ผ่านมาเป็นเหตุจากความไม่สงบแต่ครั้งนี้เป็นการต่อสู้กับโรคระบาดร้ายแรงเป็นครั้งแรก แต่สามารถทำได้เพราะนิยามของคำว่าสถานการณ์ฉุกเฉินในกฎหมายรวมไปถึงภัยสาธารณะ นั่นคือโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ใช่เฉพาะเพียงการสู้รบเท่านั้น ตามกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะต้องกระทำผ่านมติคณะรัฐมนตรีซึ่ง คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวานที่ผ่านมา และให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามในประกาศ และเผยแพร่ในวันนี้ แต่จะมีผลจริงในวันพรุ่งนี้ 26 มีนาคม 2563 หรือเที่ยงคืนวันนี้เป็นต้นไป ซึ่งการประกาศครั้งนี้คณะรัฐมนตรีกำหนดช่วงเวลา เดือนเศษ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 แล้วจึงประเมินสถานการณ์ประเมินต่ออายุเป็นคราวไปครั้งละไม่เกิน 3 เดือน
การประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร เนื่องจากมีการแพร่ระบาดทุกพื้นที่ในประเทศ เนื่องจากมีสนามบินและจุดผ่อนปรนผ่านแดนเป็นจำนวนมากจึงจำเป็นต้องปิดล้อมสถานการณ์เอาไว้ด้วยการประกาศสถานการณ์ทั่วราชอาณาจักร เมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วอยู่ การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไม่เหมือนสถานการณ์ปกติ
โดยเหตุที่เว้นระยะ 2 วันก่อนประกาศใช้จริง ไม่ใช่ว่าเหมือนไม่จริงจัง เป็นการเตรียมการหลังมีมติจะมีผลทันทีเลยไม่ได้จึงจะต้องมีการให้ประชาชนได้เข้าใจและเจ้าหน้าที่ต้องรับรู้เตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติ เมื่อหัดละเมิดหรือกระทำผิดจะมีผลกระทบจริง จึงถือเป็นการเตือนให้รู้ล่วงหน้า ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินกฎหมายได้กำหนดเบื้องต้นไว้ว่าสามารถจะโอนอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกฎหมายใดก็ได้มาเป็นของนายกรัฐมนตรีซึ่งขณะนี้นายกได้รับข้อเสนอจากกระทรวงต่างๆและจะมีการออกคำสั่งให้โอนอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตามพระราชบัญญัติ 40 ฉบับในเบื้องต้นมาเป็นของนายกรัฐมนตรีซึ่งการโอนในที่นี้เป็นการโอนอำนาจการสั่งการเสมือนนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวง แต่รัฐมนตรียังคงเป็นเจ้ากระทรวงเหมือนเดิม ไม่ได้หมายความว่าเป็นการปลดรัฐมนตรี หรือให้พ้นจากตำแหน่ง หรือไม่ให้รับผิดชอบแต่ยังคงต้องรับผิดชอบเหมือนเดิม ซึ่งการโอนอำนาจมีการเขียนท้ายคำสั่งว่าในขณะที่นายกรัฐมนตรียังไม่เข้าสู่อำนาจและสั่งการเป็นอย่างอื่นรัฐมนตรีผู้มีอำนาจหน้าที่อย่างเดิมก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่รวมทั้งเจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งเดิมทุกประการเพียงแต่นายกรัฐมนตรีจะเข้าไปสู่อำนาจนี้เมื่อใดก็ได้
คำสั่งฉบับแรกจึงมีเนื้อหาการโอนถ่ายอำนาจ 40 ฉบับเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินการส่วนคำศัพท์ฉบับที่ 2 ที่จะออกตามมาคือคำสั่งที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้รักษาสถานการณ์ โดยกฎหมายกำหนดว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้อำนวยการสถานการณ์ทั่วประเทศแต่ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้ตั้งให้รองนายกรัฐมนตรีทุกคนเป็นผู้ช่วยในการรักษาสถานะการเรียงลำดับในการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ทั่วประเทศ
แต่ความสำคัญจะอยู่ที่ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารับผิดชอบด้านต่างๆในอดีตจะมีหัวหน้าผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว เนื่องจากมีเพียงด้านเดียวและมีการจำกัดพื้นที่ แต่ครั้งนี้เป็นทั่วราชอาณาจักรจึงมีการแยกหัวหน้าผู้รับผิดชอบ โดยกำหนดให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบด้านสาธารณสุขทั่วราชอาณาจักร ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในด้านการปกครองเกี่ยวกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุมสินค้ามีให้ขาดแคลน หรือขาดตลาด หรือขึ้นราคา หรือปลอมแปลง ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวกับการสื่อสารมวลชนเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โซเชียลออนไลน์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รับผิดชอบในส่วนความมั่นคงดูแลทหารตำรวจเจ้าหน้าที่กอรมนนอกจากนั้นยังมีหัวหน้าผู้รับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวกับด้านการประสานงาน ประกอบด้วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเลขาธิการนายกรัฐมนตรีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประสานงาน