อย่างไรก็ตาม การให้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด และ ท้องถิ่นดำเนินการ ระงับ ป้องกัน การแพร่เชื้อไวรัสมรณะ และดูแลประชาชนในพื้นที่ ถือเป็นแนวทางที่รัฐบาล เหมือนจะโยนสวะ ไปให้พ้นๆ ตัว เพราะต้องยอมรับว่ามาตรการของ "ท้องถิ่น" ที่คอยฟังคำสั่งจากส่วนกลาง หากเป็นเรื่อง"ระงับ - ป้องกันภัยจากโรคอุบัติใหม่" ถือเป็นของใหม่ ที่ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือ นำมาตรการทางสาธารณสุขเข้ามาใช้ เมื่อเกิดภัยถึงตัว
ดังนั้น มาตรการสู้ภัยโควิด-19 จึงอาจเป็นมาตรการแก้ไขที่ปลายเหตุ คือ ป้องกันเหตุ หรือตามเก็บบุคคลที่ติดเชื้อ หรือ เป็นพาหะ เหมือนที่ระบบสาธารณสุขใหญ่ เป็นอยู่ตอนนี้
ซึ้งมีปรากฎการณ์ตัวอย่าง ของ พื้นที่จังหวัดเชียงราย ที่ตรวจพบ "ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19" เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้มาตรการดูแลเข้มงวดมากกว่า เดิม กล่าวคือ จากเดิมที่คนในพื้นที่ไม่มีประวัติติดเชื้อ มาตรการทางสาธารณสุข คือ ขอความร่วมมือ โรงพยาบาลของรัฐ ให้บริการแค่เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ซึ่งเป็นมาตรฐานปกติของโรงพยาบาล แต่หลังจากข่าวที่จังหวัดมีผู้ติดเชื้อ มาตรการยกระดับที่เข้มข้น จึงเพิ่งเริ่มขึ้น คือ คัดกรองประชาชนที่จะใช้บริการในโรงพยาบาลของรัฐ คือ วัดไข้, เข้มเรื่องสวมหน้ากากอนามัย, ติดตั้งเจลแอลกอฮอล์ล้างมือเพิ่มเติมจากจุดบริการแค่เคาน์เตอร์บริการของบุคลากรทางการแพทย์ เป็นหน้าอาคารของโรงพยาบาล หรือ ร้านค้าเอกชน ที่พบการนำเจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้บริการบริเวณทางเข้าและทางออกของร้าน
ขณะเดียวกันที่โรงพยาบาลของรัฐ ติดประกาศห้ามบุคคลกลุ่มเสี่ยง อาทิ เด็กต่ำกว่า 15 ปี, ผู้สูงวัย, ผู้ภูมิคุ้มกันต่ำ เยี่ยมคนป่วยในโรงพยาบาล หากญาติประสงค์จะเยี่ยมญาติให้ใช้วิธี "วีดีโอคอล" หรือ "พูดคุยทางโทรศัพท์" เพื่อลดความแออัดในพื้นที่พยาบาล
ขณะที่สถานพยาบาลชุมชน ประกาศให้ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เช็คบุคคลที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ว่าใครเข้า-ออก หมู่บ้านบ้าน จากนั้นนำรายงานต่อสาธารณสุขพื้นที่ เพื่อตรวจสอบประวัติ และประเมินความเสี่ยง ซึ่งมาตรการทั้งหมด ถือว่า เป็นมาตรการเชิงรับ ที่หากจะเอาจริงกับการปราบปรามเชื้อไวรัสมรณะ คงยากที่ทำให้เป็นรูปธรรมได้ง่าย
จึงไม่แปลกที่มาตรการที่รัฐ และหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงสาธารณสุขท้องถิ่นดำเนินการอยู่ มีทีมแพทย์ ออกมาเตือนว่า หากไม่เร่งมาตรการเด็ดขาดสักอย่าง วิกฤตผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจะมีมากกว่านี้และอาจเหยียบหลักหมื่นคน ภายในไม่กี่เดือน
แต่ความเด็ดขาดที่ว่าในประเทศไทย คงไม่มีใครอยากให้เป็นไปตามข่าวลือ จาก "ถิ่นเกาหลีเหนือ" ที่ว่า "ใครป่วย ต้องจบชีวิต โดยไม่มีการรักษา"
ดังนั้น ในแนวทางที่รัฐบาล ของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม" ควรจะทำในตอนนี้ นอกจากสร้างมาตฐานการหยุดการแพร่เชื้อให้เป็นวิธีการเดียวกันทั่วประเทศแล้ว ควรหาความร่วมมือเพื่อทำลายเชื้อร้ายนี้ให้หมดไป
ทั้งความร่วมมือจากภาคเอกชน หรือ ต่างประเทศ และที่สำคัญ อย่าลืมว่า ภายใต้การทำงาของรัฐบาล ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน มาตรา 47 วรรคท้าย ที่ระบุว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยเสียค่าใช้จ่าย"