ที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวี มีการจัดรายการลมหายใจ พีซทีวี เวทีทัศน์ ในรูปแแบบใหม่ หลังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการรับมือการเเพร่ระบาดจึงงดเว้นการรวมตัวจัดกิจกรรมร้องรำทำเพลงออกไปก่อน มีเพียงการสื่อสารของประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ไปยังพี่น้องมวลชนเป็นปกติทุกสัปดาห์
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทยขณะนี้ที่ตนอยากจะพูดในหัวข้อโควิด 19 คือการเดิมพันประเทศไทย เดิมพันชีวิตคนไทย เดิมพันอนาคตของรัฐบาลดังนั้นที่ผ่านมาทั้งในส่วนของรัฐบาล / ผู้ที่เกี่ยวข้อง แพทย์และกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงหัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรี ต่างก็ได้ทำหน้าที่ขณะเดียวกันคนที่ไม่ได้อยู่ในส่วนของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือประชาชนกลุ่มต่างๆ ก็มีข้อเสนอแนะแต่ส่วนตัวอยากบอกกับประชาชนว่าเราต้องอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงและต้องตัดสินใจอย่างเดียวกัน แม้ว่าคนไทยจะอยู่ในสถานการณ์ที่ภาษาพระ เรียกว่าอัตตาหิ อัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนก็ตาม แต่เมื่อรัฐบาลประกาศมาตรฐานต่างๆแม้ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม คนไทยจะไม่มีทางเลือกดังนั้นเมื่อรัฐบาลประกาศมาตรการใดเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล /ในส่วนของประชาชนก็ปฏิบัติตามและที่สำคัญคือหากมาตรการล้มเหลวก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของทางรัฐบาลอย่างไรก็ตามหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตและข้อเรียกร้องว่าเมื่อมาตรการเริ่มต้นปิดห้างสรรพสินค้า /ร้านอาหารไม่ให้ประชาชนเข้าไปนั่งกินดื่ม ปิดผับปิดบาร์สถานบริการต่างๆ/ โรงเรียน มหาวิทยาลัย แต่หลายคนก็ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลยังไม่ปิดประเทศ แม้ว่าสภาพประเทศไทยในขณะนี้เป็นเสมือนกึ่งปิดประเทศไปแล้ว แต่เมื่อรัฐบาล มีมาตรการ โดยเริ่มต้นจากท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร ก็เชื่อว่าอีกหลายจังหวัดต้องปฏิบัติตามแนวทาง คือการ ปิดสถานที่ต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประชาชนไปพบปะกันจำนวนมาก แม้ว่าจะ ไม่เห็นด้วยกับมาตรการต่างๆที่ประกาศออกมานั้น ก็ต้องปฎิบัติตาม และเพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรการต่างๆนั้น แม้จะถูกตั้งข้อสังเกตจำนวนมาก ก็ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นดังนั้น การคาดการณ์ทางการแพทย์ บางส่วนที่ระบุว่าหากไม่มีมาตรการใดเพิ่มเติมนั้น คนจะติดเชื้อ กว่า 3 แสน และตายกว่า 7,000 คนในช่วง 30 วันถัดจากนี้ไป แต่หาก มีมาตรการ 1 2 3 4 คนจะติดเชื้อหลักหมื่น และตายร่วม 400 คน ซึ่งแปลความได้ว่า ไม่ว่าจะมี มาตรการใดหรือไม่ แตกต่างคือ จำนวนคนติดเชื้อ และจำนวนคนตายเท่านั้นวันนี้ตอนเช้ามีการแถลงพบผู้ติดเชื้อวันเดียวสูงถึง 188 ราย และมียอดผู้ติดเชื้้อสะสมรวม 599 ราย และเชื่อว่ายอดผู้ติดเชื้อจะทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแปลความได้ว่าสถานการณ์ โควิด19 ลุกลามไปถึงขนาดที่ไม่สามารถควบคุมได้ แม้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ในประเทศไทยเพียง 1 ราย แต่ทางด้านจิตใจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก มีความวิตกกังวลและในขณะเดียวกัน ในสถานการณ์เริ่มต้นการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ประชาชนมีความคลางแคลงใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกรณีหน้ากากลุกลามไปถึงเรื่องอื่นๆที่ไม่น่าเชื่อมั่น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ดังนั้นหากองค์ประกอบของรัฐบาลสร้างความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่ต้นสถานการณ์ของประเทศไทยจะไม่เลวร้ายถึงขนาดนี้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ คำว่าเจ็บแล้วจบ กับคำว่า เจ็บๆคันๆ ยกระดับมาตรการไปเรื่อยๆ จะทำให้การแก้ไขปัญหากรณีดังกล่าวนี้ แม้จะเปิดให้บริการ ห้างสรรพสินค้าในวันที่ 12 เมษายนนี้ ตนก็ยังเชื่อว่า เดือนเมษายนก็ยังไม่สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์โควิด 19 ไม่ได้/ สภาผู้แทนราษฎร / วุฒิสภา ตนก็ไม่แน่ใจว่าจะเปิดประชุมได้ /ขณะเดียวกันโรงเรียนที่จะเปิดการเรียนการสอนในเดือนมิถุนายน หรือแม้แต่มหาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้มีการเตรียมการเรียนการสอนผ่านทางออนไลน์ เสมือนรู้ว่า วิกฤตการณ์นี้ยังไม่จบ ดังนั้นไม่มีอะไรยืนยันว่าสถานการณ์เเพร่ระบาดของ โควิด 19 จะจบลงเมื่อใด แต่ส่วนตัวเห็นว่า เมื่อแต่ละฝ่ายเสนอความคิดเห็นกันอย่างครบถ้วนและตนเคยให้ความเห็นมาก่อนหน้านี้ว่า เรื่องโควิด 19 ต้องไม่เป็นเรื่องการเมือง คนไทยต้องรู้จักการแยกแยะ เหมือนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่คนไทยไม่แพ้สงคราม ดังนั้นวันนี้ในทางการเมือง เราควรเลิกเล่นการเมือง แต่ จะเป็นเรื่องการบ้านซึ่งหมายถึงประเทศไทยที่จะต้องร่วมกันหาทางออก เพราะวิกฤตการณ์ขณะนี้ใหญ่กว่าการเมืองทั้งนี้เมื่อรัฐบาล และท้องถิ่นประกาศมาตรการต่างๆออกมาแล้ว สิ่งที่จะต้องตระหนักคือประชาชนมีความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และหากมองคนใน สหรัฐอเมริกาเมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น สิ่งแรกที่คนอเมริกาทำคือการตระเวนไปซื้ิอปืน เพราะเขารู้ว่า โรคระบาดมาพร้อมกับ การก่ออาชญากรรม ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ดังนั้นการให้หยุดงาน รัฐบาลจะต้องแถลงมาตรการต่างๆให้ชัดขณะเดียวกัน งบประมาณแผ่นดินที่จะใช้ดำเนินการในส่วนต่างๆให้หยุดไว้ก่อน/