รมช.มท. ได้เน้นย้ำ ข้อสำคัญในการสั่งการว่า ในกรณีที่บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายมากจนไม่สามารถใช้พักอาศัยได้ในคืนนี้ ให้ผู้ว่าฯในพื้นที่ที่มีกรณีดังกล่าว จัดหาให้มีที่พักให้ได้และดูแลชีวิตความเป็นอยู่อย่างเต็ม หากจะไปพักอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องก็ให้ดูแลอำนวยความสะดวกให้เรียบร้อยไม่ให้เกิดความลำบากอีก สำหรับในบ้านเรือนประชาชนยังพออาศัยอยู่ได้ ก็ประสานให้อปท. จัดหาวัสดุ ประสาน อาสาสมัครต่างๆออกไปซ่อมแซมให้ได้คืนสภาพโดยเร็ว รวมทั้ง การจัดอาหาร สิ่งของจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ประสบภัยในเบื้องต้นให้เพียงพอ และติดตามสถานการณ์พายุฤดูร้อน ที่อาจมีมีอีกระลอกใหม่เพื่อเตรียมการเฝ้าระวังอย่างใกล้
นอกจากนี้ รมช.มท. ยังกล่าวอีกว่า ในการช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ในนั้น กรณีที่มีการรวมตัวกันของคนเป็นจำนวนมาก ต้องมีการปฏิบัติในการเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด 19 อย่างเคร่งครัด โดยผู้ปฏิบัติงานช่วยต้องมีการสวมหน้ากากป้องกัน การรักษาความสะอาดของการสัมผัสต่างๆ เพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดได้ขยายวงกว้าง โดยให้ผวจ.ในพื้นที่ที่ประสบภัยประสานกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เพื่อควบคุมสถานการณ์ไวรัสฯ อีกด้วย
ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กระทรวงมหาดไทย(มท.)ได้ติดตามรายงานสภาพอากาศพบว่า คลื่นอากาศในกระแสลมตะวันตกระดับบนจะเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีหย่อมความกดอากาศต่ำและมีความร้อนปกคลุมรวมถึงลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ ได้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคกลางทำให้เกิดพายุฤดูร้อน โดยมีลักษณะของ ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตก ในพื้นที่ 6 จังหวัด (เลย หนองคาย อำนาจเจริญ อุดรธานี หนองบัวลำภูและเพชรบูรณ์) รวม 13 อำเภอ 25 ตำบล 72 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายรวม 593 หลัง และ วัด 1 แห่ง