โครงการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต มูลค่าลงทุน 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งสถานีกลางบางซื่อจะกลายเป็นใจกลางของการคมนาคมระบบรางที่ครบวงจร และทันสมัยที่สุดในอาเซียน แต่ในช่วงแรกของการเปิดให้บริการการรถไฟแห่งประเทศไทยจะต้องแบกรับภาระขาดทุนจากค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ารายรับ ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งหาเอกชนมาบริหารโครงการพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อแก้ปัญหาการขาดทุนดังกล่าว
วรวุฒิ มาลา รักษาการ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. กล่าวว่า ในวันที่ 19 มีนาคม 2563 การรถไฟฯจะเสนอบอร์ด พิจารณาแนวทางการให้เอกชนบริหารพิ้นที่เชิงพาณิชย์ โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง 2 รูปแบบ คือ ให้สิทธิ์เอกชนบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ 3 สถานี ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ ดอนเมือง และรังสิต กับให้สิทธิ์เอกชนบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้ง 16 สถานี ส่วนสาเหตุที่ต้องให้เอกชนเข้ามาเสนอแผนประกวด และรายใดให้ผลตอบแทนแก่รัฐดีสุด ก็จะได้สิทธิ์บริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งมองว่าเป็นแนวทางที่ดีกว่าการรถไฟฯบริหารเอง และการเปิดให้บริการรถไฟชานเมืองสีแดงตั้งแต่ปีแรกจะมีภาระขาดทุนเกิดขึ้นทันที เนื่องจากรายจ่ายที่มากกว่ารายรับ หรือขาดทุนปีละมากกว่า 10 ล้านบาทนอกจากนี้ การรถไฟฯจะเสนอบอร์ดอนุมัติจัดตั้งบริษัทเดินรถไฟชานเมืองสายสีแดง โดยจะขออนุมัติเงินกู้ 3,000 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนบริษัทฯ และจัดสรรบุคลากรในช่วงแรก 773 อัตรา มาจากการโอนย้ายพนักงานการรถไฟ แอร์พอร์ตลิงค์ และเปิดรับสมัครใหม่ โดยจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ทันเดือนเมษายนนี้ รวมทั้งการของบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อสร้างสถานีชั่วคราวบริเวณพื้นที่สถานีกลางบางซื่อรองรับรถไฟดีเซลรุ่นเก่าที่ยังไม่สามารถเข้าใช้สถานีกลางบางซื่อได้
อย่างไรก็ตาม การเปิดให้บริการรถไฟชานเมืองสายสีแดงยังคงเดินหน้าตามแผนเปิดให้บริการเดือนมกราคม ปี 2564 ซึ่งช่วงแรกของการเปิดบริการจะมีรถไฟที่เข้ากรุงเทพฯจากสถานีหัวลำโพงบางส่วนมายังสถานนีกลางบางซื่อ 30 ขบวน จากทั้งหมด 100 กว่าขบวน