ผลการศึกษาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า การใช้น้ำใน 3 จังหวัด มีความแตกต่างกันในด้านโครงสร้าง โดยเฉพาะชลบุรีเพียงจังหวัดเดียว มีการใช้น้ำมากถึงเกือบ 200 ล้าน ลบ.ม.แบ่งเป็นการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว 31% , ภาคเกษตร 25% และภาคอุตสาหกรรม 43% แต่ทั้งนี้โรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี ใช้น้ำจาก East Water ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2561 อยู่ที่ 35 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปี 2558 อยู่ที่ 83 ล้าน ลบ.ม. จะเห็นว่าโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีการพัฒนาบ่อสำรองน้ำของตนเองและมีระบบ 3R คือ มีน้ำใช้เองจากการบำบัดน้ำเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำใหม่สามารถลดการใช้น้ำหรือประหยัดน้ำได้ 15 - 40% แต่การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ทั้งในเชิงการท่องเที่ยว พาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัย ประเภทเกสเฮ้าท์ หรือธุรกิจบ้านเช่า ยังอยู่ในระดับสูง
รศ.ดร.บัญชา ให้ข้อสังเกตุว่า ถึงแม้การท่องเที่ยวจะซบเซาแต่การใช้น้ำส่วนนี้กลับลดลงน้อยมากหรือแทบไม่ลดลง จึงมองว่าต้องใช้มาตรการลดการใช้ในภาคอุปโภคบริโภคและบริการอย่างเร่งด่วน ร่วมกับมาตรการทางด้านเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย พร้อมเสนอให้ชลบุรีเป็น Smart and Eco City เป็นเมืองศูนย์กลางเทคโนโลยีบวกความเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ประหยัดทรัพยากรและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่จังหวัดระยอง มีประชากรประมาณ 1 ล้านคน รวมประชากรแฝงแล้ว แต่มีการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมมากที่สุดกว่า 59% ของการใช้น้ำทั้งจังหวัด เนื่องจากอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกกว่า 60% อยู่ที่นี่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก จากข้อมูลการใช้น้ำของบริษัทจัดการน้ำภาคเอกชน พบว่า มีการใช้น้ำในระบบถึง 175 ล้าน ลบ.ม./ปี ใช้น้ำใต้ดินอีกกว่า 20 ล้าน ลบ.ม./ปี รวมการใช้น้ำเฉพาะภาคอุตสาหกรรมประมาณ 203 ล้าน ลบ.ม./ปี ขณะที่ภาคการเกษตร รวมทั้งภาคอุปโภคบริโภคและท่องเที่ยว มีการใช้น้ำน้อยกว่าคือ 28% และ 13% ตามลำดับรศ.ดร.บัญชา กล่าวา "สาเหตุที่ระยองมีปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างมาก เพราะภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีโรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรมอีกกว่า 1,698 แห่ง ทั้งมีโรงงานขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก แม้ว่าในพื้นที่จังหวัดระยองจะมีอ่างเก็บน้ำขยนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำประแสร์ และอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล แต่ปีนี้ต้องถือว่าวิกฤตที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ซึ่งทั้งสองอ่างน้ำหายไป 100 กว่าล้าน ลบ.ม. เทียบเท่ากับปริมาณน้ำสำหรับ 3 เดือนหายไป ฉะนั้น ทิศทางในครึ่งปีหลังจึงเสนอว่า จำเป็นต้องมีการผลักดันให้ลดการใช้น้ำโดยด่วน อาจจะไม่ได้ไปช่วยนิคมอุตสาหกรรมหรือโรงงานโดยตรง แต่ต้องให้ความรู้เรื่องเทคนิค เนื่องจากระยองมีแหล่งน้ำสำรองและการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่น้อย จึงต้องเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมลดการใช้น้ำผ่านระบบ 3R อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม โดยการศึกษาจากนี้ไปจะมุ่งเน้นไปที่ระยองให้มากขึ้น"สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา กว่า 85% เป็นการใช้น้ำเพื่อการเกษตร จึงควรลดการใช้น้ำเพื่อการเกษตรลงเนื่องจากปัจจุบันมีการใช้น้ำเกินศักยภาพ เพราะต้องพึ่งพาน้ำจากพื้นที่ใกล้เคียงคือที่จงหวัดจันทรบุรี ปราจีนบุรี และผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะที่มีการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรม เพียงแค่ 11% ซึ่งจะให้ลดการใช้น้ำลงอีกคงเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ รศ.ดร.บัญชา กล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้นไม่สำคัญเท่าความแปรปรวน (Climate Variation) ซึ่งจะส่งผลกระทบกับปริมาณน้ำฝน เช่นในปีนี้ที่สภาพอากาศแปรปรวนอย่างมาก ฉะนั้นภาคส่วนจะต้องปรับตัวอย่างจริงจัง โดยที่นักวิจัยจะนำองค์ความรู้ไปให้กับคนในชุมชน หรือนำผู้เชี่ยวชาญลงไปให้คำแนะนำ แต่เราต้องทำเหมือนเราแลกเปลี่ยน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเรามาช่วย"อีกประเด็นซึ่งเป็นเกิดเป็นข้อขัดแย้งอย่างมากบนพื้นที่อีอีซีและบริเวณใกล้เคียงคือ ภาคเกษตร เพราะแม้ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นธงนำบนพื้นที่อีอีซี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิถีชาวสวนคือเสน่ห์ของภูมิภาคตะวันออก อีกทั้งการเป็นมหานครผลไม้โลก ยังอยู่ในยุทธศาสตร์ประเทศ ที่สามารถเชื่อมโยงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวดร.ทรงศักดิ์ ภัทราวุฒิชัย หัวหน้าโครงการ "ศึกษาปริมาณความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเพื่อการรองรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก" กล่าวว่า เกษตรกรจะต้องรู้ว่า จริงๆ แล้วพืชต้องการน้ำเท่าไหร่ เพราะน้ำเริ่มหายาก แต่การจะไปบอกให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมการรดน้ำที่เคยทำมาคงไม่ได้ ดีที่สุดคือต้องมีข้อมูลไปบอก เบื้องต้นจึงได้ทดลองนำร่องการศึกษาความต้องการน้ำในพืช"ทุเรียน" ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจและยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญในการกำหนดสมดุลน้ำของคนในภูมิภาคนี้ ดร.ทรงศักดิ์ บอกว่า ทุเรียน 1 ต้น ใช้น้ำมากถึง 200 ลิตรต่อวัน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการขอความร่วมมือจากชาวสวนทุเรียน ใช้พื้นที่ 10 ไร่ทดลองลดการใช้น้ำลงเหลือ 100 ลิตรต่อต้นต่อวัน โดยผลผลิตยังคงคุณภาพและปริมาณเหมือนเดิม " ที่น่าเป็นห่วงคือ ขณะนี้เรามีทุเรียนที่ปลูกอยู่นอกเขตชลประทานมากกว่า 300,000 ไร่ และที่ปลูกในเขตชลประทานกว่า 40,000 ไร่ สถานการณ์ดังกล่าวแน่นอนว่า สมดุลน้ำเปลี่ยนแน่หากมีการโค่นต้นยางพาราเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้นยิ่งส่งผลต่อการใช้น้ำในพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพราะยางพาราอาศัยน้ำฝน ขณะที่ทุเรียนใช้น้ำมากถึง 200 ลิตรต่อต้นต่อวัน"