นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ครั้งที่ 1 หลังใช้เวลาประชุมนาน 5 ชั่วโมงครึ่ง โดยที่ประชุมเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระยะที่ 2 ยังไม่ไปสู่ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการแบ่งระยะที่ทางการไทยกำหนดขึ้นเองเพื่อการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ระยะที่ 3 จะใช้ต่อเมื่อคนไทยรับเชื้อกันเอง โดยสืบสาวราวเรื่องไม่ปรากฏว่าได้รับเชื้อมาจากประเทศที่เขาแพร่เชื้ออยู่ก่อน แต่เป็นการแพร่เชื้อกันเองของคนไทยที่ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ อีกทั้งต้องมีการแพร่เชื้อแบบนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่ปรากฏเพียงรายสองราย รวมถึงต้องปรากฏในหลากหลายพื้นที่
ขณะเดียวกันยังกำหนดเกณฑ์ในการสั่งปิดกิจการชั่วคราว ได้แก่ สถานที่ชุมนุมคราวละมาก ๆ เป็นกิจวัตร ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงสูง โดยมีกิจกรรมพูดจาปราศรัย มีการสัมผัส และสถานที่คับแคบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน / โรงเรียนของรัฐและเอกชน /สถาบันกวดวิชา / สนามมวยทั่วประเทศ /สนามกีฬาที่มีการสัมผัสถึงกัน เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล / โรงภาพยนตร์ (รอสรุปจะปิดหรือไม่)
ส่วนร้านค้า ร้านอาหาร ยังเปิดบริการได้ตามปกติ แต่ต้องมีมาตรการป้องกันรองรับ เช่น การตรวจวัดไข้ การมีเจลล้างมือ โดยจะมีการตรวจตราว่าสถานที่เหล่านี้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวได้หรือไม่ นอกจากนี้รัฐบาลเตรียมให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน โดยทางกระทรวงจะต้องรายงานผลการปฏิบัติต่อ ครม. ทุก 7 วัน หรือเหลื่อมเวลาทำงานและทานข้าวกลางวัน เพื่อลดความแออัด และจัดสถานที่ให้นั่งห่างกันประมาณ 1 เมตร พรุ่งนี้ที่ประชุม ครม. จะมีความขัดเจนในรายละเอียดอีกครั้งอย่างไรก็ตาม อำนาจการสั่งปิดสถานที่ต่างๆ อาศัยอำนาจพระราชบัญญัติควบคุมโรคติดต่อมาตรา 35 (1) ในกรณีที่มีเหตุสงสัย และเพื่อป้องกันโรคติดต่อ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ดำเนินการ สั่งให้หยุด ปิด หรือระงับสถานที่ใดๆเป็นการชั่วคราวนายวิษณุ ยังบอกด้วยว่า ในทุกเดือนเมษายน แต่ละบริษัทจะมีการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งก็เป็นปัจจัยเสี่ยง ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ได้หารือร่วมกันแล้ว เห็นควรให้เลื่อนการประชุมออกไปได้ ส่วนจะเป็นเมื่อใดจะแจ้งให้ทราบต่อไป แต่หากบริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องประชุม ก็ให้ยึดตามประกาศ คสช. ที่ 74/57 สามารถประชุมทางไกลผ่าน conference ได้ หรือถ้าบางบริษัทจะต้องให้เดินทางมาประชุมด้วยตัวเอง ก็ต้องมีมาตรการป้องกันโดยให้นั่งห่างกันอย่างน้อย 1 เมตรในช่วงท้าย นายวิษณุ ได้สอบถามกระทรวงสาธารณสุข ว่าหากประชาชนอยากตรวจหาเชื้อโควิด-19 แต่ค่าตรวจมีราคาแพง รัฐบาลจะช่วยเหลือได้อย่างไร ซึ่ง นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวย้ำว่า นโยบายการตรวจเชื้อนั้น หากบุคคลนั้นมีไข้ ไอ และมีประวัติเสี่ยงเดินทางไปต่างประเทศ หรือสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อ หรือทำงานใกล้ชิดกับชาวต่างชาติ ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง สามารถไปตรวจรักษาได้ที่โรงพยาบาลตามสิทธิ เว้นแต่จะมีอาการวิกฤต สามารถเข้ารักษาสถานพยาบาลใดก็ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ หากพบมีการเก็บค่าใช้จ่าย ประชาชนสามารถโทรสายด่วน 1111 ซึ่งจะมีการดำเนินคดีกับสถานพยาบาลนั้น ๆ อย่างถึงที่สุด แต่ถ้าไม่มีอาการใดๆ แต่มีประวัติ สัมผัสกลุ่มเสี่ยง แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเองว่าสมควรตรวจหรือไม่ โดยจะไม่มีค่ารักษาเช่นเดียวกัน หรือสุดท้ายหากไม่มีอาการป่วยใดๆ ไม่มีความเสี่ยง ก็ขอให้ประชาชนรักษาสุขภาพ แต่ถ้าไปตรวจแล้วพบเชื้อจริง ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายเช่นกันนพ.รุ่งเรือง ยังชี้แจงด้วยว่า อุปกรณ์การตรวจทางวิทยาศาสตร์ หากผลตรวจออกมาแล้วไม่พบเชื้อ ก็ถือว่าไม่ติดโรค แต่หากพบเชื้อในครั้งแรก ก็จำเป็นจะต้องมีการตรวจซ้ำ และซักประวัติเพื่อยืนยันผลป่วยนายวิษณุ กล่าวปิดท้ายว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรงถึงระดับ 3 รัฐบาล อาจมีการพิจารณาให้ประชาชน สามารถเข้ารับการตรวจได้เชื่อได้ฟรีทั้งหมด