นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ครั้งที่ 1 หลังใช้เวลาประชุมนาน 5 ชั่วโมงครึ่ง โดยที่ประชุมเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระยะที่ 2 ยังไม่ไปสู่ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการแบ่งระยะที่ทางการไทยกำหนดขึ้นเองเพื่อการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ระยะที่ 3 จะใช้ต่อเมื่อคนไทยรับเชื้อกันเอง โดยสืบสาวราวเรื่องไม่ปรากฏว่าได้รับเชื้อมาจากประเทศที่เขาแพร่เชื้ออยู่ก่อน แต่เป็นการแพร่เชื้อกันเองของคนไทยที่ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ อีกทั้งต้องมีการแพร่เชื้อแบบนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่ปรากฏเพียงรายสองราย รวมถึงต้องปรากฏในหลากหลายพื้นที่
สำหรับการเตรียมรับมือนั้น นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เตรียมโรงพยาบาลและสถานพยาบาล ทั้งของรัฐ เอกชน ท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ มหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมปรับสถานที่ให้มีเตียงผู้ป่วยรับได้เพียงพอ รองรับสถานการณ์ที่จะมาถึง พร้อมเตรียมระดมทีมแพทย์ภาครัฐ ภาคเอกชน แพทย์ที่เกษียณอายุแล้ว รวมถึงพยาบาลมาร่วมกัน โดยนายกฯ ได้อนุมัติค่าตอบแทนพิเศษให้แพทย์ พยาบาลในสถานการณ์โควิดแล้ว อีกทั้งให้ กระทรวงสาธารณสุข เตรียมยาและเวชภัณฑ์ไว้ส่วนหน้ากากอนามัยให้เร่งกำลังการผลิต ขณะนี้ได้เกือบวันละ 2 ล้านชิ้น และยังได้รับการแจ้งว่า จะได้รับการช่วยเหลือเรื่องหน้ากากอนามัยจากต่างประเทศ รวมถึงเร่งผลิตเจลและแอลกอฮอล์ให้มากขึ้น นอกจากนี้ นายกฯ ยังหยิบยกประเด็นสำคัญพูดในที่ประชุมคือ ได้มีการตรวจจับการขายหน้ากากอนามัยออนไลน์ในประเทศ และส่งออก และยึดของกลางได้จำนวนมาก โดยจะนำของกลางเหล่านี้เข้าศูนย์โควิด แล้วจะเอาไปแจกจ่ายในโรงพยาบาลเพื่อใช้ก่อน แต่ในทางคดีให้ว่ากันต่อ อย่าให้เสียรูปคดี หากผลออกมายางคนไม่ผิด รัฐก็จะชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินให้ เพราะถึงอย่างไรของกลางที่ยึดมา จำเป็นต้องเอาไปใช้ส่วนเรื่องข้อมูลข่าวสารนั้น ในแต่ละวันมีประชาชนโทรเช้ามาประมาณ 1,000 ราย ซึ่งได้ชี้แจงทำความเข้าใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขประมาณ 98% และเตรียมตอบคำถามต่างๆต่อไปขณะที่ด้านการต่างประเทศ แม้จะมีประเทศแสดงความช่วยเหลือด้านยา หน้ากากอนามัย อุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ไทยจะรอความช่วยเหลือจากเขาไม่ได้ พร้อมกันนี้จะเร่งผลิตชุด PPE (ชุดป้องกันเชื้อโรค หรือชุดอวกาศ) ให้มากขึ้น เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์มีใช้เพียงพอส่วนการที่ไทยมีมติยกเลิกฟรีวีซ่า และ Visa on arrival หรือ VOA ไม่มีประเทศใดขัดข้อง // สำหรับคนไทยในต่างประเทศทั้ง ข้าราชการประจำสถานทูต 1,500 คน / นักเรียนไทยที่เรียนต่างประเทศอีกนับพันคน / พระภิกษุทั่วโลก 1,500 รูป และแรงงานไทยอีกนับแสนคน ให้ตั้งทีมไทยแลนด์ขึ้นทุกประเทศ เพื่อรับเรื่องให้ความช่วยเหลือ และประสานข้อมูลข่าวสารกับคนไทยในประเทศนั้นๆ โดยให้เอกอัครราชทูตแต่ละประเทศ เป็นหัวหน้าทีม