แถลงการณ์ของเฟด ระบุว่า จะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับนี้ไปจนกว่าเฟดจะมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำให้การจ้างงานเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพของราคา
ขณะเดียวกัน เฟด ยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับธนาคารพาณิชย์ลง 1.25% สู่ระดับ 0.25% และขยายอายุเงินกู้เป็นเวลา 90 วัน ทั้งยังปรับลดอัตราการกันสำรองของธนาคารลงสู่ระดับ 0%
พร้อมกันนี้ เฟดยังประกาศความร่วมมือกับธนาคารกลางระดับโลก เช่น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางแคนาดา ธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางสวิส ในการเพิ่มสภาพคล่องของดอลลาร์ทั่วโลกผ่านทางข้อตกลงสว็อประหว่างธนาคารกลางดังกล่าว
เป็นที่คาดหมายกันอย่างกว้างขวางว่า เฟดจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยในวันพุธที่ 18 มี.ค. หลังการประชุมของคณะกรรมการนโยบาย แต่เฟดกลับประกาศตั้งแต่วันอาทิตย์ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังฝืดเคืองจนพวกเขามองกว่าหากรออีก 3 วันก็อาจจะสายเกินไปที่จะพยุงเศรษฐกิจได้
นอกจากมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว เฟดยังประกาศจะซื้อ พันธบัตรรัฐบาล (treasury bond) กับ ตราสารหนี้ที่มีสินเชื้อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (mortgage-backed securities) มูลค่ารวม 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 22.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจโดยตรง