อย่างไรก็ตามช่วงนี้เรายังต้องดำเนินการบิ๊กคลีนนิ่ง ใน 3 ส่วน 1.ส่วนที่ให้ไปควบคุมตัวเองที่บ้าน ก็มีแนวปฏิบัติเรื่องการดูแลในส่วนของอนามัยสิ่งแวดล้อมในบ้าน โดยการให้ควบคุมตัวเองในบ้านนั้นจะเป็นประโยชน์กับทุกคนเพราะยังไม่ใช่คนป่วยแต่เป็นการดูแลอนามัยสิ่งแวดล้อมไม่ให้มีการปนเปื้อนออกมาสู่ชุมชน 2.กลุ่มที่มีการรวมตัวกันในพื้นที่ ที่เราพุ่งเป้า 3 กลุ่มหลัก คือขนส่งสาธารณะทั้งในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น หัวลำโพงและสถานีขนส่งต่างๆ ที่จะมีพื้นที่ส่วนรวมที่คนไปใช้ร่วมกันในสถานี กับตัวรถหรือโบกี้รถไฟ เราไปดูมาตรฐานทำความสะอาดอย่างเข้มข้น และให้มีความถี่การทำความสะอาดเพิ่มขึ้น , กลุ่มพื้นที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า/ซูเปอร์มาร์เก็ต /ร้านอาหาร ก็จะไปติดตามดูแลว่าจัดมาตรฐานตามสุขาภิบาลอาหาร-น้ำตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะลงซุ่มตรวจเป็นระยะๆ ให้เกิดความมั่นใจว่ามาตรการที่ดำเนินการนั้นยังมีความปลอดภัย ไม่มีการกระจายของตัวเชื้อ , กลุ่มศาสนาสถาน ที่ยังมีการปฏิบัติกิจด้านศาสนาต่างๆ ก็จะเข้าไปดูว่ายังปฏิบัติกิจศาสนาไดปกติแต่ต้องลดจำนวนคนเข้าร่วม รวมทั้งให้มีการจัดความสะอาดในพิ้นที่ต่าง และ 3.กลุ่มจัดงานพื้นที่สาธารณะ เช่น คอนเสิร์ต ก็ได้ประกาศล่วงหน้าแล้วว่าไม่สนับสนุนให้มีกิจกรรมรวมกลุ่มกันในพื้นที่สาธารณะเหล่านี้ ก็คิดว่ากลุ่มนี้จะไม่มีกิจกรรมอีกแล้ว อย่างไรก็ดีหากพื้นที่ไหนมีเคสการเข้าไปสัมผัสก็จะมีมาตรการเรื่องทำความสะอาดแบบทั่วถึงและปิด จนเรามั่นใจว่าไม่มีการสัมผัสอยู่ในพื้นที่นั้นอีกจึงจะได้รับอนุญาตในการที่จะกลับมาดำเนินการให้เปิดใหม่ ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวย้ำถึงแลปตรวจเชื้อไวรัสว่า กระบวนการตรวจแลปในประเทศไทยที่กรมวิทยาศาสตร์คัดกรองเป็นเครือข่ายมาตรฐานที่จะให้บริการมีทั้งหมด 35 แห่งและกำลังจะเพิ่มจำนวนแลปขึ้นเรื่อยตามนโยบายของปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยขณะนี้แลปที่มีการตรวจมากที่สุดในพื้นที่ กทม.คือ รพ.รามาธิบดี ซึ่งบางวันมีตรวจมากกว่า 1,000 ราย ส่วนที่มีข่าวในโซเชียลว่าตรวจฟรี 18 แห่งนั้น ไม่ใช่ข่าวที่ออกมาจากกระทรวงสาธารณสุขหรือกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยการตรวจทุกรายนั้นหากมีอาการเข้าการสอบสวนตามกรมควบคุมโรคกำหนดก็ตรวจฟรีซึ่งไม่ใช่แค่เครือข่าย 18 แห่งของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แต่เครือข่ายทุกแห่งที่เรารับรองมาตรฐาน
ซึ่ง นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเสริมเรื่องนี้ว่า ผู้ป่วยคนไทยที่มีอาการป่วยและเหตุสงสัย หรือปัจจัยตรงกับที่กรมควบคุมโรคกำหนด เช่น ไปต่างประเทศมาแล้วสัมผัสกับต่างชาติ ผู้เกี่ยวข้อง คนที่เป็นโรค บุคลากรทางแพทย์ที่ทำงานเกี่ยวข้อง หรือเป็นปอดบวมไม่ทราบสาเหตุ เป็นโรคทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ ยืนยันว่าตรวจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนตอนนี้ที่ เรายกระดับโลกโควิด-19 เป็นโรคฉุกเฉิน ก็จะมีปัญหาว่าเมื่ออยู่ครบ 72 ชั่วโมงแล้วจะย้ายไปไหนนั้น นายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ มีหลักการให้พิจารณากันว่า หากป่วยแล้วเข้าโรงพยาบาลเอกชน ก็ให้อยู่ที่โรงพยาบาล จนหายเลยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย เราก็กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ขอให้ประชาชนสบายใจ เรื่องสุขภาพนี้ไม่ต้องกังวลว่ากระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลภาครัฐ จะรับคนไข้ไม่ไหว โดยขณะนี้เราได้รับความร่วมมืออย่างดีจากโรงพยาบาลในสังกัดของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลในสังกัดของกรมต่างๆเช่น กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค แม้กระทั่งกรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาก็พร้อมถ้ามีความจำเป็นก็สามารถปรับ รับคนไข้ได้ หรือโรงพยาบาลในอำเภอต่างๆก็พร้อมจะปรับสภาพรองรับ นอกจากนี้คณะแพทยศาสตร์ใน รพ.รามาธิบดี รพ.จุฬาฯ รพ.ศิริราช ก็รับได้ เช่นเดียวกับโรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์ในต่างจังหวัดด้วย ส่วน รพ.เอกชน ก็จะไปขอความร่วมมือปรับปรุงตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีเพื่อที่ในอนาคตประชาชน สามารถเข้าโรงพยาบาลเอกชนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากป่วยเป็นโรคนี้ ขณะที่พรุ่งนี้จะมีมาตรการเสนอศูนย์บริหารจัดการของรัฐบาล ที่มี 3 แนวทางคือ 1.ลดคนเดินทางเข้าประเทศ 2.ปิดสถานบริการที่มีความแออัด มีความเสี่ยง 3.งดกิจกรรมรวมคนหมู่มาก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานการณ์โควิด-19 จนถึงวันที่ 15 มี.ค.นี้ เวลา 08.00 น. ตามเอกสารรายงานสรุปของกระทรวงสาธารณสุข ปรากฎดังนี้
1.พบผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่ม 32 ราย โดยรักษาหายกลับบ้าน 2 ราย เป็นชายไทย อายุ 29 ปี และหญิงไทย อายุ 22 ปี จากสถาบันบำราศนราดูร โดยขณะนี้สรุปมีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 37 ราย ส่วนที่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 76 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งผู้ป่วยสะสมในประเทศไทยขณะนี้รวมทั้งสิ้น 114 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุข แนะหลีกเลี่ยง/งดเข้าไปในสถานบริการที่มีความแออัดและเสี่ยงสูง งดการเดินทางไปต่างประเทศ 2.ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. 14 มี.ค.63 มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 6,176 ราย คัดกรองจากทุกด่าน 258 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 5,918 ราย โดยอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วและอยู่ระหว่างติดตามอาการ 4,223 ราย ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 1,953 ราย 3. สถานการณ์ทั่วโลกใน 147 ประเทศ 2 เขตบริหารพิเศษ 1 เรือสำราญ ข้อมูลตั้งแต่ 5 ม.ค. 15 มี.ค.63 (07.00 น.) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 155,817 ราย เสียชีวิต 5,814 ราย ส่วนประเทศจีนพบผู้ป่วย 80,824 ราย เสียชีวิต 3,189 ราย