พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันไม่ปิดศูนย์ดูแลสุขภาพผู้มีความเสี่ยง (ศูนย์กักตัว) ทุกแห่ง พร้อมกล่าวขอโทษที่สื่อสารผิดพลาด ทำให้เกิดความไม่เข้าใจ โดยจะให้ผู้ที่พักอาศัยทยอยกลับภูมิลำเนาไปกักตัวเองโดยมีเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขคอยติดตาม ส่วนศูนย์ฯ จะยังรักษาไว้ก่อน หากจำเป็นในอนาคตก็สามารถใช้ได้ทันที ทั้งนี้ จะใช้มาตราการควบคุมจากท้องถิ่นเสริมด้วย ซึ่งเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายค่าอาหารของรัฐบาล เพราะตามกฎหมายผู้ที่ถูกกักตัวต้องรับผิดชอบตัวเองด้านนายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงเพิ่มเติมเรื่องศูนย์ฯ ว่าเมื่อทุกคนทยอยออกจากศูนย์แล้ว จะมีการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติม เพื่อดูแลกลุ่มผู้มีความเสี่ยง และพวกที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็จะส่งมาเข้าศูนย์ หรือบางคนมาไม่มีที่อยู่รัฐก็ต้องดูแล อีกทั้งเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ศูนย์ฯ อาจจะมีประโยชน์ส่วนการประกาศยกเลิกชั่วคราวการตรวจลงตรา ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ Visa on Arrival ใน 17 ประเทศ และ 1 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงการยกเลิกขอวีซ่าฟรี 3 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง คือ ฮ่องกง อิตาลี และ เกาหลีใต้ ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม ถึง 30 กันยายน 2563 พล.อ.อนุพงษ์ ย้ำว่า สามารถประกาศใช้ได้ทันที แต่ยืนยันไม่ได้ยกเลิกการเข้าประเทศ หากชาวต่างชาติจะเข้าประเทศไทย ให้ไปขอวีซ่าผ่านสถานทูตไทยในประเทศนั้น พร้อมกับมีใบรับรองแพทย์ก่อนเข้าประเทศไทย แต่ถ้ามาจาก 4 ประเทศกลุ่มเสี่ยง คือ จีน (รวมฮ่องกง+มาเก๊า) อิตาลี เกาหลีใต้ และอิหร่าน ต้องไปกักตัวเองที่ โรงแรมโนโวเทลสุวรรณภูมิเป็นเวลา 14 วัน ส่วนคนไทยสามารถกักตัวที่บ้านได้ แต่ต้องโหลดแอพพลิเคชั่น ไว้ติดตามตัว ซึ่งมีทั้งแอพ Sydekick และ AOT Airportsนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยืนยันว่า การให้โหลดแอพ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้คนไทยทั่วประเทศ โดยจะเก็บข้อมูลไว้ 14 วัน จากนั้นจะลบทิ้งตามระบบสากล ทั้งนี้หากผู้ที่โหลแอพ ไม่ตอบสนองการติดตามของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็สามารถตรวจสอบสัญญาณสุดท้ายของบุคคลนั้นได้ เพื่อคิดตามตัวต่อไป ซึ่งจะมีโทษตามกฎหมาย