โดยผู้ที่มายืนหนังสือคือนายสนธิญา สวัสดี สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้มายื่นหนังสือถึงตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. เพื่อขอให้พิจารณาเชิญผู้ดูแลเพจแหม่มโพธิ์ดำ เข้าให้ปากคำ กรณีเป็นสื่อออนไลน์แรกที่ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่นายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือเสี่ยบอย โพสต์ข้อความ ภาพและคลิปในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยอ้างว่าสามารถจัดหาหน้ากากอนามัยได้มากกว่า 200 ล้านชิ้น ทำให้สังคมเกิดความสับสนและตื่นตระหนก เนื่องจากเห็นว่าเป็นสื่อออนไลน์แรกได้นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยบอยมาเผยแพร่ พร้อมเรียกร้องให้แหม่มโพธิ์ดำเปิดเผยตัวตนจริง เพื่อให้มีความชัดเจน และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยว่าข้อความที่นำเสนอเป็นความจริงหรือไม่(ประเด็นให้ตรวจสอบแหม่มโพธิ์ดำคือใคร และประเด็น 13 โรงงานผลิตหน้ากากอนามัยกำลังผลิต กว่า 30 ล้านชิ้นต่อเดือน ถ้ามีการกักตุน ต้องเก็บกักตุนนานถึง 7 เดือน ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนโพสต์ เข้าข่ายกระทำผิดนำเข้าข้อมูลเท็จเข้าระบบคอมฯ แม้จะอ้างว่านำข้อมูลมาจากเฟซบอย)ส่วนความคืบหน้าหลังจากพลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ให้รายงานสรุปผลตรวจค้น 6 จุด จากนั้นทางตำรวจคุ้มครองผู้บริโภคได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน ปอท. เพื่อดำเนินคดีกับเสี่ยบอยในความผิดฐาน นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับเสี่ยบอยไปแล้ว ล่าสุดพนักงานสอบสวน ปอท. ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องทยอยเรียกบุคคลที่ปรากฎในคลิปและภาพนิ่งเข้ามาให้ปากคำในหลายประเด็น อาทิ ความสัมพันธ์ว่าเกี่ยวข้องกับเสี่ยบอยอย่างไร รวมถึงประเด็นการทำธุรกิจเคยมีการซื้อขายสินค้ากันหรือไม่ และข้อสงสัยอื่นๆ เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีนี้
สำหรับการเรียกสอบสวนปากคำพยาน เป็นอำนาจที่ตำรวจมีในการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นที่เสี่ยบอยอ้างว่า มีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น โดยเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำพยานไปแล้วจำนวนหนึ่ง ส่วนประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่ามีการกักตุนหน้ากากอนามัยจริงหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมการค้าภายในที่จะเข้าแจ้งความร้องทุกข์อย่างเป็นทางการ ตำรวจจึงจะมีการสอบสวนในประเด็นนี้ได้อย่างเต็มที่(ตำรวจได้รับเรื่องไว้ตรวจสอบ และจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทั้งหมดเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี)