นายไพบูลย์ นลินทรางกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนทุกกลุ่มอยู่ในเกณฑ์ซบเซาเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันเนื่องจากนักลงทุนกังวลกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งเป็นผลกระทบจากโควิด-19 โดยลดลงมา 11.48% อยู่ในระดับ 64.40 โดยในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ดัชนีค่อนข้างผันผวนอยู่ในกรอบระหว่าง 1,500-1,540 จุด จากนั้นดัชนีได้เคลื่อนไหวลดลงมาต่อเนื่อง จนไปต่ำสุดที่เดือนมีนาคม ที่ 1,317 จุด และเริ่มฟื้นตัวหลังการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลมีผลบังคับใช้
นอกจากนี้ผลกระทบต่อตลาดหุ้นส่วนหนึ่ง สืบเนื่องมาจากการประชุมกลุ่มโอเปกและพันธมิตรล้มเหลวในการพูดคุยเรื่องการปรับลดการผลิตที่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงกดดันราคาหุ้นใน 3 กลุ่มหลักที่มีมาเก็ตแคป คือกลุ่มพลังงาน /กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ / และกลุ่มธนาคาร ปรับตัวลดลงมากกว่า 15% ส่วนกลุ่มที่เหลือที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยราคาปรับตัวลดลงราว 2-3% ภาพรวมถือว่าตลาดยังรองรับได้กับการเคลื่อนไหวที่รุนแรงของดัชนีและราคาหุ้น
ส่วนทิศทางการลงทุนใน 3 เดือนข้างหน้า ปัจจัยที่จะหนุนความเชื่อมั่นให้นักลงทุนมากที่สุดคือการคาดหวังนโยบายภาครัฐ โดยนายไพบูลย์แนะนำว่าภาครัฐ ควรแยกวงเงินการให้สิทธิลดหย่อนทางภาษีของ SSF ออกมาต่างหากจาก RMFและ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ อื่นๆโดยไม่นับรวมอยู่ในวงเงิน 5 แสนบาท เป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี หนุนให้มีเม็ดเงินให้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเชื่อว่า กระแสข่าวเรื่องปรับกองทุน จะช่วยให้ SET index กลับมาเป็นบวกได้ และถ้ามาตรการออกมาตามที่คาดไว้ ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ ซึ่งคลังและกรมสรรพากร คงหารือกันว่าจะให้เม็ดเงินในระดับไหน นอกจากนี้ ควรจำกัดให้ลงทุนเฉพาะหุ้นในประเทศ เพื่อช่วยตลาดหุ้นไทยสามารถผ่านจุดต่ำสุดไปได้ ไม่ติดลบลุกลามไปมากกว่าที่ผ่านมา