ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดพร้อมคู่ความ และสอบคำให้การจำเลยคดีหมายเลขดำ อ.3041/2562 ที่พนักงานอัยการคดีอาญาเป็นโจทก์ฟ้อง นายสัชญา หรือขวัญ สถิรพงษะสุทธิ อายุ 44 ปี และ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อายุ 43 ปี ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นจำเลย ที่ 1-2 ฐานกระทำผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 , พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138,140,371
ตามคำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 29 พ.ค.-15 ก.ค.2557 จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 1 ราย ร่วมกันมีอาวุธปืนกลเล็ก พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน ซึ่งเป็นลูกกระสุนระเบิดยิงชนิดระเบิดเจาะเกราะ จำนวน 19 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามซึ่งไม่ใช่ประเภท ชนิด และขนาดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2,3 ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
นอกจากนี้ วันที่ 15 ก.ค.2557 ซึ่งเป็นวันและเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จำเลยร่วมกับพวกที่หลบหนี มีกล้องส่องเวลากลางคืนล 1 ชุด , เสื้อเกราะกันกระสุน 1 ตัว และหมวกเกราะกันกระสุน 1 ใบ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม และจำเลยยังพาอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .38 SUPER เครื่องหมายทะเบียน กท 4507271 จำนวน 1 กระบอกซึ่งเป็นอาวุธปืนของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้มีได้โดยชอบด้วยกฎหมาย กับกระสุนปืนออโตเมติกจำนวน 31 นัด และอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์กับกระสุนปืนลูกกรดจำนวน 8 นัด ติดตัวไปใน ซ.สมคิด ถ.เพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ซึ่งเป็นทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาตให้พกพา เหตุเกิดที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. อันเป็นเขตที่อยู่ในอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก
โดย นางสาวปารีณา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ข้อเท็จจริงคือ คดีนี้เกิดขึ้นนานแล้ว เหตุเกิดจากเพื่อนบ้านจะมาขายอาวุธสงครามให้กับตนเอง
ทั้งนี้คดีดังกล่าวเป็นคดีที่โอนมาจากศาลทหารสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. ) และก่อนหน้านี้ไม่มีกำหนดนัดมาก่อน ส่วนกรณีรุกที่ป่าสปก. นางสาวปารีณากล่าวว่าข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ นายทศพล เพ็งส้ม ทนายความที่ดูแลคดีทั้งหมด
อีกทั้งยังยืนยันว่าไม่มีความกังวลแต่อย่างใด ส่วนจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในฐานะที่เป็น ส.ส. หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นการถูกกล่าวหา จึงต้องประกันตัวออกมาสู้คดี และพร้อมยอมรับคำตัดสินของศาล โดยจะขอสู้ไปจามกระบวนยุติธรรมทั้งนี้ไม่ปรากฏว่า จำเลยอีกราย นายสัชญา เดินทางมาตามหมายนัดแต่อย่างใด