อิสสระ ถวิลเติมทรัพย์ กรรมการ บมจ. น้ำตาลครบุรี ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายอย่างครบวงจร ระบุ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลปี 2563 เผชิญความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี กดดันผลผลิตอ้อยและปริมาณน้ำตาลลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปีฤดูการผลิต 2562/63 ที่คาดว่าจะมีอ้อยเข้าหีบลดลงแล้วกว่า 40% เหลือประมาณ 75-80 ล้านตันอ้อย จากปีก่อนหน้ามียอดผลิตรวม 133 ล้านตันอ้อย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย ส่งผลให้ราคาน้ำตลาดตลาดโลกมีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันอยู่ที่ 14-15 เซนต์ต่อปอนด์ ทั้งนี้ ประเมินว่ายอดผลิตน้ำตาลปีนี้จะลดลงเหลือประมาณ 8.5 ล้านตัน จากปีก่อนหน้าไทยผลิตได้ 14.5 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นน้ำตาลเพื่อบริโภคในประเทศ 2.5 ล้านตัน ดังนั้น การส่งออกน้ำตาลของไทยปีนี้จะมียอดส่งออกประมาณ 5 ล้านตันเท่านั้น ตลาดส่งออก 3 อันดับแรกของไทย คือ อินโดนีเซีย จีน และเกาหลีใต้
ทั้งนี้ บริษัทฯ เตรียมแผนรับมือปัจจัยลบดังกล่าว โดยเน้นบริหารพื้นที่เพาะปลูกเพื่อรักษาปริมาณและคุณภาพผลผลิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพหีบสกัดให้ได้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย (ยิลด์) จากการใช้เทคโนโลยีต่อยอดสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมตั้งแต่ น้ำตาลทรายดิบ น้ำตาลทรายสีรำ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์และน้ำตาลทรายขาวผสมซูคราโลส (Sucralose) เพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มผู้ผลิตรายย่อยและผู้บริโภคทั่วไปทั้งในประเทศและตลาดส่งออกในทวีปเอเชีย และนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตมาสร้างมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้กากอ้อยเป็นเชื้อเพลิง เป็นต้น
ส่วนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แทบจะไม่เห็นผลกระทบต่อยอดขายน้ำตาลตลาดโลก แต่ระยะสั้นจะมีการกักตุนสินค้าเพื่อการบริโภคต่าง ๆ มากขึ้น ชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น และผู้ใช้น้ำตาลปริมาณมาก คือ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง แต่สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงกว่ามาก ทำให้ราคาน้ำตาลยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ มุ่งเน้นการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพในทุกด้านและนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตมาสร้างรายได้เชิงธุรกิจ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลที่ใช้กากอ้อยเป็นเชื้อเพลิง ดำเนินการโดย KPP หรือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าครบุรี จำกัด ที่ KBS ถือหุ้นอยู่ 99.99% มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 73 เมกะวัตต์ ซึ่งมีสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 22 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จำนวน 16 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในปี 2562 ทำรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่หน่วยงานภาครัฐ 728 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 119.5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 608 ล้านบาท จากปริมาณจำนวนหน่วยในการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน บริษัทฯ มีแผนจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลครบุรี ("KBSPIF") จำนวนไม่เกิน 2,800 ล้านบาท เพื่อระดมเงินไปลงทุนในโรงงานน้ำตาล และ โรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และรวมถึงโครงการอื่นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่ม KBS ซึ่งกองทุนฯอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (สำนักงาน ก.ล.ต.)