อีไอซีคาดภัยแล้งกระทบพืชเกษตรรุนแรงและยาวนาน
02 มี.ค. 2563 | orawan_jan

อีไอซี ประเมินภัยแล้ง 2563 รุนแรงต่อเนื่องและยาวนานถึงเดือนมิ.ย. กระทบผลผลิตอ้อย ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง แนะรัฐเร่งบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
ข่าว
02 มี.ค. 2563 | orawan_jan

อีไอซี ประเมินภัยแล้ง 2563 รุนแรงต่อเนื่องและยาวนานถึงเดือนมิ.ย. กระทบผลผลิตอ้อย ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง แนะรัฐเร่งบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ แม้ว่าราคาอ้อย ข้าวและมันสำปะหลังในปี 2563 จะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้งแต่อัตราการลดลงของผลผลิตที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาจะยังกดดันให้รายได้ของเกษตรกรลดลง ซึ่งการบรรเทาปัญหาภัยแล้งในระยะสั้นภาครัฐอาจส่งเสริมให้เกษตรกรปรับรูปแบบการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปและดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่างๆในขณะที่การบริหารจัดการน้ำก็ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขโดยนอกจากการพัฒนาแหล่งน้ำ การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมถึงการจัดสรรน้ำแล้วยังต้องพิจารณาประเด็นอื่น ๆ ที่จะเสริมให้ การใช้น้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยอาจวางแผนให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่แล้งซ้ำซากการส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทาง
สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 มีแนวโน้มที่จะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมาโดยในช่วงปลายปี 2562 ระดับน้ำเก็บกักของน้ำในเขื่อนหลายภูมิภาคเริ่มลดลงก่อนที่จะผ่านพ้นช่วงฤดูฝนสะท้อนว่าประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งเร็วกว่าปกติโดยข้อมูลจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงเดือนกันยายน 2562 กุมภาพันธ์ 2563 ว่ามีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายรวม1,624,501 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1,442,674 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน89% ของพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายโดยรวมส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ 180,684 ไร่ และพื้นที่เพาะปลูกพืชสวนและอื่นๆ อีก 1,143 ไร่
เมื่อพิจารณาระดับน้ำเก็บกักของน้ำในเขื่อนณ เดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า ภูมิภาคที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนน้อย ได้แก่ ภาคเหนือตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันออกในขณะที่ภาคกลางเผชิญภาวะน้ำในเขื่อนน้อยเข้าขั้นวิกฤติแล้ว โดยทั้งภาคเหนือตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกและกลางมีปริมาณน้ำในเขื่อนต่ำกว่าระดับน้ำเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีและยังต่ำกว่าระดับน้ำเก็บกักของปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่ไทยเผชิญภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ10 ปีอีกด้วย ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภัยแล้งระดับรุนแรง โดยปัจจุบันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน(ภัยแล้ง) แล้วรวม 22 จังหวัด1 ยิ่งไปกว่านั้น กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าภัยแล้งในปี 2020 จะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีแนวโน้มยาวนานไปถึงเดือนมิถุนายน 2563
สำหรับราคาข้าวขาวในปี 2563 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นมาแตะระดับ8,000 บาท/ตัน ขยายตัว 2% จากในปี 2562 ที่ 7,812 บาท/ตัน อย่างไรก็ดีแม้ว่าผลผลิตข้าวไทยในปี 2563 จะมีแนวโน้มลดลงค่อนข้างมากแต่การแข่งขันในตลาดข้าวโลก ที่รุนแรง และสต็อกข้าวโลกที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นปัจจัยที่ยังกดดันให้ราคาข้าวไทยสามารถขยายตัวได้เล็กน้อย
ในส่วนของราคามันสำปะหลังในปี 2563 ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่2.4 บาท/กิโลกรัม ขยายตัว 16% จากในปี 2562 ที่ 2.0 บาท/กิโลกรัมโดยประเทศผู้ผลิตและส่งออกมันสำปะหลังที่สำคัญ ทั้งไทย เวียดนาม และกัมพูชากำลังเผชิญการระบาดของโรคใบด่างซึ่งส่งผลให้ปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังโลกมีแนวโน้มลดลง
แม้ว่าราคาข้าว อ้อยและมันสำปะหลังในปี 2020 จะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้ง แต่อัตราการลดลงของผลผลิตที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาจะยังกดดันให้รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ้อย และมันสำปะหลังปรับตัวลดลงทั้งนี้ครัวเรือนเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าว อ้อยและมันสำปะหลังมีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น 72% ของจำนวนครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศซึ่งรายได้ที่ลดลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อจากผู้บริโภคกลุ่มเกษตรกรตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค รถจักรยานยนต์ ไปจนถึงปัจจัยการผลิตทางการเกษตรต่าง ๆเช่น เครื่องจักรกลการเกษตร เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช
ในขณะที่รายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันในปี2563 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นอย่างไรก็ดีเกษตรกรผู้ปลูกยางพารายังได้รับแรงกดดันจากราคายางพาราที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อไปในขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจะได้รับปัจจัยหนุนจากทิศทางราคาปาล์มน้ำมันซึ่งมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากมาตรการเพิ่มอัตราผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ที่ให้น้ำมัน B10เป็นน้ำมันเกรดมาตรฐาน และน้ำมัน B7 และ B20เป็นน้ำมันทางเลือก ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้มาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมันที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 นั้นมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรประมาณ 1-2%เมื่อเทียบกับในกรณีที่ไม่มีมาตรการประกันรายได้เกษตรกรโดยความต่อเนื่องของการดำเนินมาตรการประกันรายได้เกษตรกรยังเป็นปัจจัยที่ช่วยประคองรายได้เกษตรกรในปี2563 ต่อไป อย่างไรก็ดี สำหรับในปี 2563 ไออีซีมองว่าราคาผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่ ยกเว้นยางพารา มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นประกอบกับปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่จะเข้าสู่ระบบมาตรการประกันรายได้เกษตรกรในปี2563 อาจไม่สูงมากนัก โดยเป็นผลมาจากภัยแล้งที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตซึ่งจะทำให้มาตรกรนี้ไม่ได้ช่วยยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างเต็มที่ภาครัฐจึงอาจพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่น ๆอย่างการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาผลกระทบจากภัยแล้งเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรเพิ่มเติม
ส่วนการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งในระยะสั้นภาครัฐอาจส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับรูปแบบการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำและดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆในขณะที่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กันไปที่ผ่านมา มาตรการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปแบบการขอความร่วมมือให้เกษตรกรลดการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวนาปรังรวมถึงการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง
ทั้งนี้ อีไอซี มองว่าในการบรรเทาปัญหาภัยแล้งในระยะสั้นนั้น ภาครัฐอาจดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกพืชการจัดหาปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีการเพาะปลูกพืชเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับรูปแบบการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปได้นอกจากนี้การส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรมาเข้าสู่ระบบการประกันภัยพืชผลมากขึ้นก็น่าจะช่วยบรรเทาความเสียหายต่อรายได้เกษตรกรได้ส่วนหนึ่ง
อย่างไรก็ดีในส่วนของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งในสถานการณ์น้ำแล้งและน้ำท่วมก็ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กันไปโดยนอกจากการพัฒนาแหล่งน้ำ การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมถึงการจัดสรรน้ำแล้วยังต้องพิจารณาประเด็นอื่น ๆที่จะมาช่วยเสริมให้การใช้น้ำในภาคการเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเพาะปลูกพืชต่าง ๆ อย่างเหมาะสมโดยอาจวางแผนและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่แล้งซ้ำซากการส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระดับสูงการสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชตามแผนที่วางไว้รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการนำ Agritech มาใช้ เช่นระบบการให้น้ำแบบอัตโนมัติซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำระบบเตือนภัยด้านภูมิอากาศที่จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรสามารถวางแผนบริหารจัดการน้ำและวางแผนเพาะปลูกพืชได้อย่างเหมาะสมต่อไป