นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้กรมฯ จัดรถคาราวานออกจำหน่ายหน้ากากอนามัยทั่วประเทศ รวม 111คัน แยกเป็นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 21 คัน และในต่างจังหวัด 90คัน จะไปทุกจังหวัด ซึ่งถือเป็นช่องทางใหม่ที่เพิ่มเข้ามาโดยรถแต่ละคันจะมีหน้ากากอนามัยประมาณ 1 หมื่นชิ้น จะหมุนเวียนออกจำหน่ายให้ทั่วถึงแต่ละชุมชนจำหน่ายให้ประชาชนคนละไม่เกิน 1 แพ็คๆ ละ 4ชิ้น ราคาชิ้นละ 2.50 บาท หรือแพ็คละ 10บาท คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 5 มี.ค.2563นี้ และก่อนที่จะออกไปในแต่ละชุมชน จะแจ้งรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ของกรมฯก่อนที่จะออกเดินทางด้วย เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวรอซื้อ
ส่วนการกระจายหน้ากากอนามัยช่องทางอื่นๆที่กรมฯ ได้รับมาวันละ 6 แสนชิ้น ยังคงดำเนินการเหมือนเดิม คือ จำนวน 3.5แสนชิ้น กระจายไปให้องค์การเภสัชกรรม 2 แสนชิ้น และอีก 1.5แสนชิ้น กรมฯ ได้ประสานผู้ผลิตให้กระจายโรงพยาบาลโดยตรง คงเหลือ 2.5แสนชิ้น จะกระจายให้กับสมาคมร้านขายยาที่มีสมาชิก 3พันรายวันละ 2.5 หมื่นชิ้น การบินไทยวันละ 1.8หมื่นชิ้น ที่เหลือจะกระจายผ่านร้านธงฟ้า เซเว่นอีเลฟเว่น มินิ บิ๊กซี โลตัสเอ็กซ์เพรส และล่าสุดได้เพิ่มแฟมิลี่มาร์ทเข้ามาอีก โดยจำกัดการซื้อคนละ 1แพ็ค 4 ชิ้น ราคา 10บาทเช่นเดียวกัน ซึ่งกรมฯ อยากจะขอความร่วมมือประชาชน ต้องยึดหลัก "เทใจให้กันแบ่งปันกันใช้" เพราะหากซื้อเยอะ เวียนซื้อ หรือซื้อไปกักตุนจะทำให้คนข้างหลังไม่ได้ซื้อ ขอให้ซื้อแต่พอใช้ เพราะความจริงในปัจจุบันความต้องการเพิ่มขึ้นมาก
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรมฯยืนยันว่าหน้ากากอนามัยที่ได้รับจัดสรรมา ไม่มีหลุดออกไปจำหน่ายในช่องทางอื่นๆยกเว้นตามช่องทางที่กำหนด และในส่วนของโรงงานที่ยังมีหน้ากากอนามัยที่ผลิตได้วันละ 7.5 แสนชิ้น (กำลังผลิตรวมต่อวัน 1.35ล้านชิ้น แบ่งให้กรมฯ 6 แสนชิ้น เหลือ 7.5แสนชิ้น) ทราบว่ามีการกระจายตามช่องทางการค้าปกติแต่ไม่รู้ว่าโรงงานบริหารจัดการยังไง กระจายไปที่ไหนบ้าง ซึ่งนายจุรินทร์ได้สั่งการให้เชิญโรงงานผู้ผลิต หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสาธารณสุข โรงพยาบาลรัฐสมาคมโรงพยาบาลเอกชน มาหารือ เพื่อแก้ไขปัญหาและกระจายหน้ากากอนามัยให้ทั่วถึงแล้วซึ่งต้องรอข้อสรุปว่าจะมีมาตรการอะไรออกมา
นายวิชัยกล่าวว่า กรมฯกำลังหาช่องทางเอาผิดตามกฎหมายกับแพลตฟอร์มค้าออนไลน์ที่เคยมาร่วมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ ทั้งลาซาด้า ช้อปปี้ และเจดี เซ็นทรัลที่เคยรับปากจะช่วยดูแลการจำหน่ายหน้ากากอนามัยบนแพลตฟอร์มไม่ให้มีการค้ากำไรเกินควรแต่ทุกวันนี้ ยังมีการเปิดให้คนเข้ามาขายสินค้าแพง เอาเปรียบประชาชนก็ต้องถือว่ามีความผิดด้วย ส่วนการจำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊ก กรมฯ ได้ทำการตรวจสอบและตามหาตัวผู้กระทำผิดโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่าตามตัวได้ยาก แต่กรมฯก็จะตามให้ถึงที่สุด และขอความร่วมมือให้ช่วยกันแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1569โดยต้องมีรายละเอียดให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย เพื่อให้ทำงานได้ง่ายขึ้น
สำหรับการจับกุมผู้ที่ค้ากำไรเกินควรล่าสุดจับกุมได้แล้ว 51 ราย มีทั้งผู้ค้าทั่วไปและค้าออนไลน์โดยส่งดำเนินคดีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการจำนวน 31 ราย มีโทษสูงสุดจำคุก 7 ปีปรับ 1.4 แสนบาท และผิดมาตรา 28 ในเรื่องปิดป้ายแสดงราคา20 ราย มีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท