ขณะที่ "รศ.ดร.ณรงค์เดช สุรโฆษิต" อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งข้อสังเกตุว่า ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ตนมีประเด็นคำถาม ถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 1.ข้อเท็จจริงประเด็นที่หนึ่ง ที่ศาลตั้งเป็นข้อพิรุธข้อสงสัยมองว่างบการเงินปี 2561 เป็นหนี้ 1,490,000 บาทแต่เหตุใดไปทำสัญญากู้เป็นเงินถึง 191.2 ล้านบาท ซึ่งตนอยากเรียนถามว่า เวลาที่ทำธุรกิจการค้า ถ้านิติบุคคลต้องการเสริมสภาพคล่อง โดยการขอวงเงินของเงินกู้ไว้เพื่อที่จะใช้ชำระหนี้ที่จะถึงกำหนดในอนาคต ซึ่งน่าเสียดายที่ประเด็นนี้ศาลไม่ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงถ้าหากได้ไต่สวนข้อเท็จจริงก็อาจจะรู้ได้ว่าจริงๆ พรรคอนาคตใหม่มีหนี้ที่ต้องชำระในเดือน ม.ค.,ก.พ.,มี.ค.เท่าใด แต่ข้อเท็จจริงนี้ไม่ปรากฏ โดยศาลถือเป็นข้อพิรุธทันที 2. ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า แล้วอะไรคือปกติทางการค้า ซึ่งมีทั้งอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 654 ประมวล กฎหมายแพ่ง เรียกดอกเบี้ยได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี หรือดอกเบี้ยตามหลักทั่วไปร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือดอกเบี้ยผิดนัด 7.5 ต่อปี หรือดอกเบี้ยเงินฝากหรือดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ตามกฎหมายปี 2550 เขียนว่าการบริจาค หมายความว่า ให้เงิน หรือทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้พรรคการเมือง ซึ่งประโยชน์อื่นใดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคกานเมือง พ.ศ.2550 เขียนไว้ว่าหมายความรวมถึงการให้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย นั่นคือกฎหมายเก่า หมายความว่าถ้าให้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย เงินต้นทั้งก้อนถือว่าเป็นการบริจาค แต่พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้เขียนเช่นนั้น 3.ข้อพิรุธที่ศาลใช้ในการวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนมาตรา 66 คือ แม้มีการชำระเงินคินหลายครั้ง แต่การชำระหนี้ครั้งแรก ม.ค.62 ชำระเงินสด 14 ล้านบาทหลังจากกู้เพียง 2 วัน ถือว่าผิดปกติจากที่กู้ไป 167 ล้านบาท เวลาที่ปกติคนประกอบการค้าที่จะต้องการบดภาระดอกเบี้ยแล้วมีความเป็นไปได้ว่าหากไม่ต้องการเสียดอกเบี้ยแพงดังนั้นเมื่อมีเงินอื่นเข้ามาหรือมีเงินเท่าใด ก็เอาเงินนั้นไปคืนเสียก่อน น่าเสียดายเช่นกันที่ศาลไม่ได้ไต่สวนความจริงนี้ จึงไม่พบเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีในเรื่องนี้ได้ ซึ่งหากมีข้อสงสัยควรต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์
ด้าน "รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก" อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในกรณีของเงินกู้พรรคอนาคตใหม่นั้น หากถามตนในฐานะที่พอจะรับรู้ที่มาที่ไปของกฎหมายอยู่บ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคอนาคตใหม่ที่ให้กู้เงินกัน มาตรา 62 ไม่ได้เปิดช่องดังนั้นเมื่อไปกู้เงิน ก็คือไม่สามารถทำได้ สำหรับตนนั้นความหมายองค์กรมหาชนในส่วนของพรรคการเมือง ไม่ได้ความหมายว่าเป็นองค์กรของรัฐแต่เป็นลักษณะที่พรรคการเมืองอาจริเริ่มจากเอกชนแต่เมื่อจัดตั้งแล้วเป็นองค์กรมหาชน จึงไม่สามารถมีเงินกู้ได้ตามมาตร 62 ดังน้ั้นการใช้เงินกู้ก็ทำไม่ได้ จึงต้องคืนเงินนั้นไปแต่จะคืนด้วยวิธีใดก็ต้องไม่ให้เป็นรายจ่ายพรรคไม่ใช่นั้นจะกลายเป็นมีรายจ่ายที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ทำได้ไว้ ดังนั้นเมื่อมีไว้ไม่ได้ตามกฎหมายต้องระวังไว้ ซึ่งหากยังมีอยู่ก็เป็นมาตรา 72 ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นส่วนตัวคิดว่าก็ควรหยุดแค่มาตรา 66 เพราะเงินประโยชน์อื่นใดรับไม่ได้ ซึ่งการกู้กันเองก็เสมือนเป็นการบริจาค โดยถ้าไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็ต้องวินิจฉัยว่าศาลใดเพื่อให้ดำเนินการต่อไป แต่เหตุใดศาลจึงไปถึงมาตรา 72 ยุบพรรค ก็อาจเพราะเมื่อวินิจฉัยว่าผิดมาตรา 72 แล้วจะไม่สั่งยุบพรรคได้หรือไม่ ไม่ตัดสิทธิการเมืองก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าผิดมาตรา 72 แล้วต้องเป็นไปตามมาตรา 92 สุดท้ายความด้วยความเคารพ ก็บ่อยครั้งศาลรัฐธรรมนูญ ในการวินิจฉัยตีความและตัดสินหลายๆ กรณีความรัดกุมในการเขียนคำวินิจฉัย ข้อความคิดทางกฎหมายยังทำให้เป็นที่ถกเถียงกันได้ค่อนข้างมาก และท้ายที่สุดด้วยความเห็นใจศาลรัฐธรรมนูญบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญฯ ยังมีช่องว่าง มีประเด็นที่ทวงติงกันได้ ส่วนคำถามที่ว่าในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหากมีข้อผิดพลาดแล้วศาลจะต้องรับผิดชอบอย้างไรหรือไม่
"รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก" อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวในทางวิชาการว่า ในส่วนของการตีความหมายนักกฎหมายก็ยังสามารถมองเห็นแตกต่างกันได้ ดังนั้นหากจะบอกว่าผิดหรือไม่คงตอบยาก แต่ถ้าจะมองในเรื่องมาตราฐานจริยธรรมเรื่องการทำหน้าที่ที่กฎหมายใหม่บัญญัติไว้ก็อีกเรื่องหนึ่งและกฎหมายเรื่องการถอดถอนถ้าจะพิสูจน์ได้ โดย "ผศ.ดร.ปริญญา" อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้มองถึงที่มาของศาลรัฐธรรมนูญว่า ก็ควรให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งความยุติธรรมนอกจากจะทำให้เกิดแล้วต้องทำให้เห็นด้วย Justice be done it must also be seen