"ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ทำลายความเชื่อมั่นของสังคม ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอีกหลายต่อหลายเรื่อง ในขณะที่เราเป็นพื้นที่รับน้ำจากแม่น้ำหลายๆ สาย แต่พอแล้งก็ขาดน้ำ เรามีปัญหาน้ำทะเลรุก มีพื้นที่ถูกกัดเซาะหายไปมากมาย เช่นที่วัดขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรปราการ ถูกน้ำทะเลกัดเซาะพื้นที่หายไปเป็นระยะทางถึง 2 กิโลเมตร เป็นต้น"รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหัวหน้า "โครงการพัฒนาเจ้าพระยาเดลต้า 2040" บอกว่า "ในความเป็นจริง ตอนนี้เราอยู่ได้ด้วยระบบทางวิศวกรรมทั้งหมด ด้วยระบบไฟฟ้า ระบบปั๊ม ระบบคลอง ฯลฯ หากไม่มีการจัดการเสียแต่ตอนนี้ อีก 20 ปีกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร?"
แม้ว่าในส่วนของ "น้ำบาดาล" ซึ่งในยามนี้กลายเป็นที่พึ่งหลักของผู้ประสบภัย โดย นายบรรจง พรมจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล ยืนยันว่า ในพื้นที่กรุงเทพ หรือลุ่มน้ำเจ้าพระยายังเหลือน้ำบาดาลใช้แก้ปัญหาภัยแล้งได้อีกพอสมควร แต่ถ้าหวังจะสูบน้ำบาดาลไปใช้เพียงอย่างเดียว ย่อมเป็นปัญหาในอนาคตได้ เช่น จังหวัดนครปฐม และสมุทรสาคร ที่มีการเจาะน้ำบาดาลเกินระดับปลอดภัย จึงเสี่ยงต่อการทรุดตัวของพื้นที่"เราต้องมอนิเตอร์และดูแลต่อไป น้ำที่เหลือผมเห็นด้วยที่จะเอามาใช้ เช่น ช่วงแล้ง เกิดน้ำเค็มรุก แต่อย่าให้เกินระดับปลอดภัย เพราะน้ำบาดาลไม่ใช่ "น้ำทางเลือก" แต่เป็น "น้ำเพื่อความมั่นคง" เราควรจะมีจุดที่เป็นบ่อสำรอง เป็นอนาคตที่เราต้องอยู่กันต่อไป ควรจะนำน้ำที่มีอยู่ไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด" ผอ.สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล บอกในการประชุมสัมมนาผู้เชี่ยวชาญและรับฟังความคิดเห็นการศึกษา "โครงการพัฒนาเจ้าพระยาเดลต้า 2040" สำหรับการวางแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาในอีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาอย่างไรก็ตาม แม้ว่าการบริหารจัดการ "น้ำ" จะเป็นเป้าหมายหลักของโครงการวิจัย ภายใต้ "แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ" แต่การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนนั้นต้องจัดการครบทุกมิติ ทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ"พื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา" ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญนับตั้งแต่อดีต เป็นพื้นที่ของ "การตั้งถิ่นฐาน" ซึ่งร้อยละ 70 ของจีดีพีประเทศอยู่ตรงนี้ บนพื้นที่ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีความเสี่ยงทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ด้วยจำนวนประชากรที่มี 16.41 ล้านคน มีความต้องการใช้น้ำ 4.3 พันล้านลูกบาศก์เมตร แต่ไม่มีน้ำต้นทุนของตนเอง ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำปิง-วัง-ยม-น่าน ซึ่งแม้จะรวมความจุของน้ำในเขื่อนทั้ง 4 แห่งได้ราว 2.5 พันล้านลูกบาศก์เมตร ก็ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ