รายงานข่าวแจ้งว่า สหภาพการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) ได้ยื่นหนังสื่อต่อประธานศาลปกครองสูงสุดและองค์คณะตุลาการศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และปกป้องสิทธิของประชาชนต่อการถอนฟ้องคดีของสัญญาโครงการทางด่วนขั้นที่ 2 และสัญญาเพื่อการต่อขยายโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 หลังจากที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้ลงนามสัญญาขยายสัมปทานทางด่วนทั้ง 3 โครงการที่จะไปสิ้นสุดต.ค. 2578 หรือมีการอายุสัมปทานทางด่วนให้บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM สูงสุด 15 ปี 8 เดือน
ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขของการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วน 15 ปี 8 เดือน ให้ BEM นั้น ทางกทพ.และ BEM จะต้องเร่งดำเนินการถอนฟ้องในคดีที่มีระหว่างกันทั้งหมด 17 คดี เพื่อยุติข้อพิพาท โดยตามข้อตกลงในสัญญากำหนดไว้ว่าสัญญาจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อลงนามสัญญาและถอนฟ้องคดีทั้งหมดให้ทันภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ลงนามสัญญา
แต่ สร.กทพ.เห็นว่ามติครม.ที่ให้ต่อสัมปทานทางด่วนเพื่อยุติ 17 ข้อพิพาท ยังไม่ได้พิจารณาข้อมูลรอบด้าน ดังนั้นกรณีคำสั่งของครม.ที่ให้กระทรวงคมนาคมประสานงานสำนักงานอัยการสูงสุดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้มีการถอนฟ้องข้อพิพาทระหว่าง BEM ที่มีกับกทพ. ทั้งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง อนุญาโตตุลาการ หรือขั้นตอนอื่นๆให้เสร็จโดยเร็วภายในวันที่ 28 ก.พ. 2563 อาจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวทางการดำเนินการของรัฐ อำนาจการต่อรองหรือสิทธิเรียกร้องของประชาชนอย่างรุนแรง จึงทำหนังสือขอให้ศาลพิจารณาประโยชน์เพื่อสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ตัวแทนสร.กทพ. ได้ไปร่วมให้กำลังใจนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ซึ่งได้เดินทางไปศาลปกครองเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวกรณีที่กทพ.ต่อสัมปทานทางด่วน 15 ปี 8 เดือน ให้ BEM และฟ้องร้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสัมปทานทางด่วนครั้งนี้