เมื่อวันที่ 20 ก.พ. พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กมธ.ดีอีเอส กล่าวถึงปัญหาอาชญากรรม ความมั่นคงทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะการกระทำผิดผ่านการใช้แพลตฟอร์มต่างชาติ ว่า ตนเองในฐานะที่อยู่ในวงการเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสารมานาน มองเห็นปัญหาความรุนแรงที่กระทำผ่านสื่อโซเชียลในหลายรูปแบบและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบริการที่เรียกว่า Over The Top (OTT) หรือการให้บริการสื่อสาร แพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตโดยที่ผู้ให้บริการไม่ต้องลงทุนโครงข่ายสัญญาณเอง ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มที่เราใช้กันอยู่ไม่ว่าจะเป็น facebook, youtobe, Line, Uber เป็นต้น โดยเมื่อเกิดการกระทำผิด เช่น การก่ออาชญากรรม การโจมตีทางไซเบอร์ หรือแม้กระทั่งการสร้างข่าวปลอม การใช้เฮทสปีช ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และความมั่นคงของประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ หรือเว็ปไซต์ ที่มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ จะเกิดปัญหาในการติดตามจับกุมที่ทำได้ล่าช้า หรือบางกรณีทำไม่ได้เลย เนื่องจากกฎหมายของไทยไม่ได้ครอบคลุมไปถึงแพลตฟอร์มหรือเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ต่างประเทศ
"ในส่วนที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เรียกว่าเป็นปัญหา Cyber Sovereignty หรืออธิปไตยไซเบอร์ ที่ทุกประเทศมีสิทธิกำหนดนโยบายด้านไซเบอร์ของตัวเอง เพื่อป้องกันการรุกรานโดยต่างชาติในรูปแบบที่ไม่ต้องใช้ทหาร ไม่ต้องใช้กำลังหรืออาวุธใดๆ แต่เป็นการรุกรานทางความคิด ความเชื่อ ที่คนเราค่อยๆรับข้อมูลเข้ามาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปโดยไม่รู้ตัว ไปเป็นพฤติกรรมที่ต่างชาติต้องการ เช่น ทำให้ชอบหรือไม่ชอบ รักหรือเกลียดในบุคคล สินค้า บริการ หรือองค์กรต่างๆ ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้" พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า ตนเองและเพื่อนส.ส.จำนวนหนึ่งเห็นความสำคัญของปัญหาข้างต้นอย่างมาก จึงมีแนวคิดที่จะเสนอญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ครอบคลุมแพลตฟอร์มและเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ยังบังคับใช้ได้ไม่ครอบคลุมแพลตฟอร์มที่อยู่ต่างประเทศ ดังนั้นแนวทางที่กรรมาธิการฯ จะต้องศึกษาคืออาจจะต้องปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เดิม เช่น ต้องเพิ่มอำนาจการกำกับดูแลใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม(กสทช.) หรือร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีหน่วยงานโดยเฉพาะในการติดตามตรวจสอบและจับกุมการกระทำผิดดังกล่าว กรรมธิการฯชุดนี้ จะต้องหาแนวทาง วิธีการ เพื่อจัดการและป้องกันภัยทางไซเบอร์ ซึ่งสิ่งที่กรรมาธิการฯ จะต้องศึกษาเพื่อเสนอแก้กฎหมาย หรือร่างกฎหมายขึ้นใหม่จะต้องยึดหลักการ คือ 1.ต้องขยายขอบเขตมุมมองในการบริหารจัดการแพลตฟอร์มและเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ต่างประเทศ 2.จะต้องรักษาความเป็นธรรมให้กับแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และ 3.จะต้องไม่เพิ่มภาระ หรือเป็นอุปสรรคของคนที่ใช้เว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มนั้นๆ ซึ่งการตั้งกรรมาธิการฯ ชุดนี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาและป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งในและต่างประเทศ