นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และคณะอัยการสำนักงานคดีอาญา แถลงถึงกรณีคำสั่งฟ้องคดีกล่าวหา นายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือผอ.กอล์ฟ ผู้ต้องหาคดีฆ่าชิงทรัพย์ร้านทองในจ.ลพบุรี ว่า หลังจากวันที่ 11 ก.พ. อัยการได้รับสำนวนคดีจากพนักงานสอบสวนกองปราบปราม โดยมีผู้กล่าวหารวม 9 คน และเห็นว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ก่อเหตุสะเทือนขวัญ และสื่อมวลชนให้การติดตามความคืบหน้าคดีอย่างต่อเนื่องจึงเป็นคดีสำคัญ
ทั้งนี้ นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อธิบดีอัยการสูงสุด จึงได้ให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อดำเนินคดี มีนายพรชัย ชลวณิชกุล รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และเมื่อคณะทำงานพิจารณาสำนวนการสอบสวนแล้วครบถ้วน ไม่มีประเด็นต้องสั่งสอบสวนเพิ่มเติม คณะทำงานจึงความเห็นควรสั่งฟ้องตาม รวมทั้งหมด 9 ข้อหา ได้แก่
1. ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการหรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดฯ
2. พยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการหรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น
3. ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธและใช้ยานพาหนะเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส
4. ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมชน
5. พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต
6. มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
7. มีและใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้
8. ใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานชิงทรัพย์
9. มียุทธภัณฑ์ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยในวันนี้จะนำคำสั่งฟ้อง ไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญา
ขณะที่ นายพรชัย หัวหน้าคณะทำงาน บอกด้วยว่า จากการตรวจสำนวนแล้ว มีผู้ต้องหาเพียงคนเดียว ยังไม่ปรากฎว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิด หรือสนับสนุนในการกระทำความผิด และในคำบรรยายฟ้อง อัยการได้ขอให้ศาลลงโทษสถานหนักเพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญ และขอให้ศาลพิจารณาอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นคดีที่ประชาชนสนใจด้วย
ส่วนกรณีของผู้เสียหาย สามารถขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ม.44/1 นั้นทางผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องเข้ามาก่อนศาลเริ่มสืบพยาน ซึ่งขณะนี้พนักงานอัยการก็ได้ประสานไปยังพนักงานสอบสวน แจ้งให้ผู้เสียหายทราบเพื่อให้ยื่นคำร้องเข้ามาแล้วและการสืบพยานในชั้นศาลนั้น ก็จะต้องสืบพยานเพื่อมาประกอบคำรับสารภาพ แม้ว่าผู้ต้องหาจะรับสารภาพก็ตาม แต่ไม่รู้ว่าคำรับสารภาพเป็นการจำนนต่อหลักฐานหรือไม่
ดังนั้นก็จะต้องมีการกำหนดตัวพยานก็จะต้องเป็นพยานคนสำคัญๆโดยจะสืบพยานจนศาลพอใจ และยืนยันว่า พยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนมีความแน่นหนา เพียงพอต่อการพิสูจน์การกระทำความผิดของจำเลย