เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 63 นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ไฟป่าภูกระดึง โดยขีดเส้นว่าจะต้องดับไฟบนยอดภูที่ยังคงมีอยู่บ้างบางจุด ให้ดับ 100% ภายในเที่ยงของวันนี้ ขณะเดียวกันได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าทุกนายที่ทำงานกันอย่างหนักในช่วง 2-3 คืนที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีทราบแล้วและส่งกำลังใจฝากมาให้
นายธัญญาระบุว่า ตัวเลขพื้นที่ความเสียหายจากไฟป่าภูกระดึงอยู่ที่ 3,490 ไร่ โดยยังมี ไฟที่ยังปะทุอยู่บางส่วนในพื้นที่ด้านล่างเชิงเขาที่เป็นป่าเต็งรัง ซึ่งได้เสริมเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าจากภาคเหนือมาช่วย เดิมทีกำลังพลดับไฟป่าได้เทไปที่ภาคเหนือมากกว่า เพราะไม่คิดว่าปีนี้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีไฟป่ารุนแรง ซึ่งได้มีการประสานเฮลิคอปเตอร์ ของกองทัพอากาศให้โปรยสารเคมีและน้ำเพื่อเร่งดับไฟที่ยังคงลุกไหม้
โดยหากไฟป่าภูกระดึงเกิดขึ้นซ้ำซากอาจต้องพิจารณาปิดอุทยานแห่งชาติภูกระดึงเพื่อฟื้นฟูเป็นเวลา 3 ปีเช่นเดียวกับเกาะมาหยา ที่เคยปิดเพื่อการฟื้นฟูมาแล้ว แต่การปิดอุทยานนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมจึงไม่อยากใช้มาตรการนี้
ส่วนสาเหตุไฟป่า ยังคงสันนิษฐานไม่ 100% แต่เชื่อว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์ให้น้ำหนักไปที่การเผาป่าเพื่อหาของป่าหวังให้ ยอดผักหวานแตกยอดและสามารถเก็บเห็ดได้ส่วนอีกสาเหตุสำคัญที่อ้างอิงจากภาพถ่ายดาวเทียมจีด้าที่พบประกายไฟจากการเผาไร่เพื่อการทำเกษตรที่อยู่ด้านข้างภูกระดึงอาจมีประกายไฟหลุดพัดเข้ามาก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งก็เป็นได้
ส่วนแนวทางการฟื้นฟูหลังจากที่มีข้อถกเถียงเรื่องระบบนิเวศน์แอ่งทราย ที่ให้มีการพลิก วิกฤตเป็นโอกาสเนื่องจากไฟไหม้สวนป่าสนที่เพิ่งปลูกใหม่ในโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นการปลูกป่าผิดหลักพื้นฐานทางนิเวศวิทยา ที่เป็นข้อเสนอของอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ ประธานกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นั้นอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่าคงต้องระดมทุกหน่วยงานมาพูดคุยถึงเรื่องการฟื้นฟูในเชิงระบบนิเวศอย่างจริงจัง รวมทั้งข้อมูลจากปราชญ์ชาวบ้าน ว่าพื้นที่บริเวณนี้ในอดีตเป็นแอ่งทรายหรือป่าสน โดยหลังได้ข้อมูลพื้นฐานทางนิเวศวิทยาที่ถูกต้องแล้ว จึงจะเริ่มระดมจิตอาสากลุ่มคนรักภูกระดึง ให้มามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่าหลังไฟไหม้ ครั้งใหญ่รอบ 17 ปี