ตั้งแต่มีพรรคอนาคตใหม่ ไทยได้อะไรจากพรรคนี้?
อ.จักษ์ : "ทั้งได้ทั้งเสีย เอาเรื่องได้ก่อน ได้แน่ๆ เลยคือเราได้นักการเมืองท่านใหม่เข้ามา"
ดร. เสรี : "เพราะตอนเขาหาเสียง เขาไม่พูดเรื่องผลประโยชน์เลยนะ เขาพูดเรื่องอุดมการณ์ ซึ่งถือว่าใหม่นะ ส่วนใหญ่พรรคนั้นจะทำโครงการนั้นโครงการนี้ ซึ่งคนจะสงสัยเรื่องผลประโยชน์ แต่พรรคนี้เขาจะพูดว่าเขาจะดำเนินการยังไงในเชิงอุดมการณ์ ไม่พูดนะว่าอุดมการณ์ดีหรือไม่ดี แต่จะพูดว่าเขาหาเสียงด้วยอุดมการณ์"
คนรุ่นใหม่ที่สนใจทางการเมืองหรือเปล่า?
ดร.เสรี : "เขาสนใจทางการเมือง แต่พอเข้าไปอยู่ในสภา เขาเป็นแฟชั่นนิสต้าร์ เขาใส่ชุดไม่เหมือนคนอื่น เขาเอาสภาเป็นแคทวอล์ก โพสต์ท่าในการถ่าย และเราได้ชนเผ่ามาเป็นส.ส. ครั้งแรกในประเทศไทย ใหม่เลยนะ เราได้คนที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างเปิดเผยเป็นส.ส."
อ.จักษ์ : "เปิดเผยมากเลยครับ เปิดเผยจนกระทั่ง โอ้โห มีให้คิวด้วยนะ 3 4 (หัวเราะ) บางครั้งความเป็นพันธุ์ใหม่ แต่เหมาะสมหรือเปล่า ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ"
ดร.เสรี : "เราได้ความรู้เรื่องใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียง เมื่อก่อนเราได้ยินนะโอบาม่าก็ดี ทรัมป์ก็ดี ใช้ แต่เมืองไทยไม่ปรากฎ ส่วนใหญ่ไปเคาะประตูบ้าน ปราศรัย แต่รอบนี้ชัดเจนมาก มีอวตาร ทำทวิตเตอร์ มีการใช้แฮชแท็ก ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่เคยรู้เลยนะเรื่องนี้ แต่ปรากฎว่าคนเขาติดตามว่าทำไมมีแฮชแท็กแบบนี้ มีคนเข้ามาคุยอะไรต่างๆ ก็มีคนเริ่มสืบรู้ยุทธศาสตร์ด้านการใช้โซเชียลมีเดีย ในการหาเสียง อันนี้เราได้จริงๆ"
ตรงนี้หรือเปล่า ทำให้เขามีบทบาทในคนรุ่นใหม่มากขึ้น?
อ.จักษ์ : "ผมว่าไม่นะ คนรุ่นใหม่ รุ่นเก่า เดี๋ยวนี้อาม่า อาอึ้ม เขาก็เล่นกันนะครับ จะมาบอกว่าโลกเด็กรุ่นใหม่หรือเปล่า ไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ว่ารูปแบบที่นำมาใช้ มีจริยธรรม มีสำนึก มีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือเปล่า"
ดร.เสรี : "พี่จักษ์พูดข้อเสีย สิ่งที่เราเสีย เราจะมีเด็กจำนวนหนึ่งไม่อยากไหว้ครู อันนี้แน่นอน จะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่านี่ไง ไม่ต้องไหว้ครูแล้ว นอกจากนั้นแล้วเราเสียตรงที่พานไหว้ครูเริ่มมีความคิดสร้างสรรค์ ชนิดที่ว่าทำลายแนวความคิดเรื่องการไหว้ครู พี่ว่าอยู่ที่กาลเทศะนะ พานไหว้ครูมาทำพานด่าครูมันไม่ใช่ มันสร้างสรรค์ผิดกาลเทศะ เพราะพานเหล่านั้นมีนัยยะด่าครูบาอาจารย์"
อ.จักษ์ : "ต้องแยกให้ออกระหว่างสร้างสรรค์กับคิดแปลกคนละเรื่องนะ เขาคิดแปลกจากเดิมแต่ไม่สร้างสรรค์เลย อาจทำลายด้วยซ้ำไป มันจะเป็นนวัตก็ได้ อนวัตก็ได้ มันไม่ใหม่เลย แต่ดูแล้วไม่ได้เข้าใจคำว่ารากเหง้าของคำว่าไหว้ครู พอไม่เข้าใจรากเหง้าก็เกิดความเปราะบางของสังคม แล้วทำให้เกิดปัญหาต่อมา เมื่อคนเราไม่รู้บริบท ไม่รู้รากเหง้า"
ดร.เสรี : "ทำให้เด็กบางคนเกิดความคิดและเชื่อว่าไม่ต้องเคารพผู้ใหญ่ บ้านเราเคารพกัน และเรายึดถือความเป็นพี่น้อง บางทีพ่อแม่เพื่อนเรายังเรียกพ่อแม่ คนเราก็ดูวัย ใครจะเป็นป้า อา ลุง แต่พอพรรคนี้มา เขาบอกว่าไม่ต้องแล้ว"
อ.จักษ์ : "ทั้งหมดทั้งมวลทำให้เราได้คิดว่าหรือเราต้องปรับเรื่องการเรียนการสอน วันนี้การเรียนการสอนเราห่างไกลเรื่องศีลธรรม เรื่องหน้าที่เกินไปหรือเปล่า เราเน้นเด็กเก่งเกินไปหรือเปล่า"
ดร.เสรี : "ตอนนี้มีเด็กจำนวนหนึ่ง เขาคิดว่าเขาไม่ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ เขาคิดว่าเขาเปิดกูเกิ้ลเขารู้ทุกอย่าง นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนะ เขาคิดว่ากูเกิ้ลคือครู แต่รู้มั้ยคนเป็นครูบาอาจารย์ ไม่ใช่แค่เนื้อหาที่ปรากฎในกูเกิ้ล ประสบการณ์ครูบาอาจารย์เป็นสิ่งที่เด็กต้องเข้าใจและเคารพ อีกเรื่องสิ่งที่เราเห็น เราเริ่มเจอเด็กที่ไม่มีราก ต้นไม้ไม่มีรากล้มฉันท์ใด สังคมที่ไม่มีรากก็มีสิทธิ์ล้มฉันท์นั้น คือที่บอกว่าเด็กไร้รากคือเราเลิกสอนประวัติศาสตร์มาหลายปี ถ้าหากเป็นนักการศึกษาบางคนจะบอกว่าสำนึกประวัติศาสตร์ คือสำนึกแห่งความรักชาติ ถ้าคนไม่เข้าใจประวัติศาสตร์จะไม่มีวันรักชาติ เพราะเราไม่รู้วีรกรรมของบรรพชน จะไม่สำนึกในมหากรุณาธิกุลของบูรพกษัตริย์"
อ.จักษ์ : "มันเป็นบทสะท้อนนะ มีพรรคการเมืองบางพรรค ที่ไม่มีรากเหง้า ที่พยายามทำตัวให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่สำคัญ เวลาอธิบายอะไร ไม่เคยลงลึก ตัดเอาแค่นั้น แล้วพวกนี้จากการอ่อนประสบการณ์ เลยทำให้เกิดวิกฤตกับพรรคนี้อยู่จนทุกวันนี้ อ่านตำรา อ่านหนังสือรู้ ดูกฎหมายเป็น สุดท้ายเป็นยังไง"