ประวิตร มั่นใจไม่เกิดวิกฤตน้ำ
14 ก.พ. 2563 | anchalee_ari

พลเอก ประวิตร ประชุมติดตามความคืบหน้าบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ มั่นใจไม่เกิดวิกฤต ขณะที่น้ำในอุตสาหกรรมภาคตะวันออก มีเพียงพอ โดยใช้น้ำเอกชนที่เก็บไว้.
ข่าว
14 ก.พ. 2563 | anchalee_ari

พลเอก ประวิตร ประชุมติดตามความคืบหน้าบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ มั่นใจไม่เกิดวิกฤต ขณะที่น้ำในอุตสาหกรรมภาคตะวันออก มีเพียงพอ โดยใช้น้ำเอกชนที่เก็บไว้.
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ว่า วันนี้จะติดตามความคืบหน้าการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ และขุดบ่อน้ำบาดาล สามารถกักเก็บน้ำได้เท่าไหร่ แต่ต้องเสร็จก่อนช่วงฤดูฝน เพื่อให้ทันรองรับน้ำและต้องขุดให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใด พร้อมมั่นใจว่าจะไม่เกิดวิกฤต น้ำอุปโภคบริโภคจะมีพอใช้ไปถึงเดือนกรกฎาคม และได้เตรียมการไว้ทุกพื้นที่ส่วนกระแสข่าวในภาคอุตสาหกรรม ภาคตะวันออกกำลังจะมีปัญหาเรื่องน้ำไม่พอ พลเอกประวิตรยืนยันว่าไม่มีปัญหาแล้ว เพราะตกลงกับภาคเอกชนได้แล้ว โดยนำน้ำของภาคเอกชนที่กักเก็บไว้ใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการประสานงานกัน แต่ตอนนี้เข้าใจกันแล้ว ยืนยันว่าไม่กระทบกับน้ำที่รัฐกักเก็บไว้
ทั้งนี้ พลเอก ประวิตร สั่งการในที่ประชุม 2 เรื่อง ได้แก่ 1. การเพิ่มการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมายังลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพิ่มเติมจากแผนเดิมอีก 350 ล้านลูกบาศก์เมตร ไปจนถึงเดือนมิถุนายนนี้ จากเดิมที่มีการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองแล้ว 500 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อป้องกันปัญหาน้ำทะเลรุกตัวเข้ามายังแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการประปานครหลวง ควบคุมการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ รวมถึงป้องกันและเฝ้าระวังการสูญเสียน้ำระหว่างการผันน้ำจากลุ่มแม่กลองมายังลุ่มเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิดด้วย 2. การบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกเพื่อไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ จากการประเมินสถานการณ์ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ พบว่า มีอ่างเก็บน้ำจำนวน 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง และอ่างบางพระ จ.ชลบุรี ที่หากไม่มีมาตรการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนอาจส่งให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอถึงสิ้นเดือนมิถุนายนได้ ที่ประชุมจึงเห็นชอบ 5 มาตรการหลัก พร้อมมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนในการป้องกันก่อนปัญหาขาดแคลนน้ำจะเกิดขึ้น คือ 1) มอบหมายการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์วอเตอร์ และ นิคมอุตสาหกรรมปรับลดการใช้น้ำ 10% 2) ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับลดปริมาณการใช้น้ำผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมลดลงในภาคตะวันออก 3) กรมชลประทานประสาน กปภ. และ อีสท์วอเตอร์ จัดหาแหล่งน้ำสำรองจากภาคเอกชน เพื่อให้สามารถใช้น้ำได้ถึงสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 4) ให้กรมชลประทานพิจารณาผันแหล่งน้ำจากข้างเคียงมาเติมอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 5) ให้ กปภ.เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างตามแผนงานที่ได้รับสรรงบกลางแก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนน้ำเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว