เนชั่นทีวี

ข่าว

ธนาคารไทยพาณิชย์คาดกนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง

06 ก.พ. 2563 | orawan_jan

ธนาคารไทยพาณิชย์คาดกนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง

ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดกนง. ตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% หลังปรับลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่มีโอกาส 30% ที่อาจจะปรับลดดอกเบี้ยได้อีก เนื่องจากปัจจัยลบที่กระทบเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงสูง

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรืออีไอซี กล่าวว่าได้ทำการประเมินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.00%จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้นมากเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ความล่าช้าของ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี และภัยแล้ง รวมถึงค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อปี 2563 ที่มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย


ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องที่1.00% ในช่วงที่เหลือของปี 2563 จากขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัดขึ้นและการใช้มาตรการด้านอื่นๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดีอีไอซีมองว่ายังมีโอกาส 30% ที่ กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติมได้ หากปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยังคงยืดเยื้อและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินปรับสูงขึ้นโดยเฉพาะในด้านความสามารถในการชำระหนี้


สำหรับมติกนง. ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่1.00% จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมมากเนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2563  มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้นมากเป็นผลจาก1.การระบาดของไวรัสโคโรนา 2.พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มีความล่าช้าและความไม่แน่นอนสูง และ 3.ภาวะภัยแล้งโดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการจ้างงานที่เกี่ยวข้องหลายด้าน คือ


ด้านอุปสงค์จากต่างประเทศ ในการประชุมกนง. เดือนธันวาคม 2562 คณะกรรมการมองว่าภาคการส่งออกไทยในปี 2563 จะยังขยายตัวได้ที่0.5% อย่างไรก็ดี ด้วยปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวข้างต้นทำให้ล่าสุด กนง. ประเมินว่าภาคการส่งออกสินค้าไทยมีแนวโน้มหดตัวลงตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับลดลงจากประมาณการเดิมมากเช่นกัน


ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ การใช้จ่ายของภาครัฐโดยเฉพาะงบลงทุนมีแนวโน้มต่ำลงตามพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มีความล่าช้าและความไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้การบริโภคภาคเอกชนยังได้รับแรงกดดันจากรายได้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มชะลอลงมากขึ้น ทั้งครัวเรือนในภาคบริการเกษตร และอุตสาหกรรม รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง


อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งในปี2563 และ 2564 มีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อตลอดช่วงประมาณการจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำรวมถึงราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาดเนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลงจากการระบาดของไวรัสโคโรนา


เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางเพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่ง กนง. มองว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นและมาตรการการคลังต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการไปจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนสภาพคล่องและการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งนี้คณะกรรมการสื่อสารว่า จะติดตามผลของมาตรการต่างๆอย่างใกล้ชิด


อย่างไรก็ตามอีไอซีคาดกนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องที่ 1.00%ในช่วงที่เหลือของปี 2563 จากขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัดขึ้นและอาจหันไปพึ่งมาตรการด้านอื่นๆเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน(policy space) และประสิทธิผลของการดำเนินนโยบายมีลดลงกล่าวคือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 1.00%เป็นระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งอีไอซีมองว่า กนง.อาจประเมินว่าการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจะมีผลจำกัดในการกระตุ้นการบริโภคเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากจะทำให้ประชาชนบางกลุ่มหันมาออมเงินมากขึ้นเพื่อชดเชยรายได้จากอัตราดอกเบี้ยที่น้อยลง


นอกจากนี้ อีไอซียังมองว่าประสิทธิผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมต่อภาคเศรษฐกิจไทยอาจมีไม่สูงมากเท่าในอดีตเนื่องจาก ความต้องการสินเชื่อมีแนวโน้มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจไทยอีกทั้งมาตรฐานการให้สินเชื่อก็มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นตามความเสี่ยงที่สูงขึ้นและการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่สามารถผลักดันให้ราคาสินทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นได้มากนักจากความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยและโลกที่ยังมีอยู่มาก สุดท้ายนั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำมาก อาจทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน


ทั้งนี้ กนง.ให้ความสำคัญต่อการใช้มาตรการด้านอื่น ๆ ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นและอาจรอประเมินผลกระทบจากมาตรการเหล่านั้นต่อภาคเศรษฐกิจจริงก่อนโดยในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ทั้ง ธปท. กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจออกมาค่อนข้างมากทั้งในรูปของ 1.การผ่อนคลายมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential)ที่ดำเนินการผ่อนคลายมาตรการ LTV ของภาคอสังหาริมทรัพย์และการเลื่อนการบังคับใช้มาตรการคุมภาระหนี้ต่อรายได้สูงสุด (Debt ServiceRatio: DSR)


2.มาตรการส่งเสริมและให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี3.มาตรการช่วยลดภาระการผ่อนชำระหนี้ของภาคครัวเรือนทั้งการปรับกฎเกณฑ์โครงการคลินิกแก้หนี้ และการโครงการ refinance ให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตของธนาคารออมสินและ 4. มาตรการที่ให้ความช่วยเหลือแก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา2562 ทั้งในรูปแบบของมาตรการด้านภาษี และการให้หยุดพักชำระหนี้ของธนาคารออมสินด้วยมาตรการที่มีออกมาค่อนข้างมากนี้ อีไอซีจึงมองว่า กนง.อาจต้องการรอประเมินผลจากมาตรการเหล่านี้ก่อนที่จะพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายด้านอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นนโยบายที่มีผลกระทบเป็นวงกว้าง


อย่างไรก็ดี อีไอซีมองว่า ยังมีโอกาส 30%ที่ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติมได้หากปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยังคงยืดเยื้อ และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินเพิ่มสูงขึ้น เป็นผลตจากปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยังคงยืดเยื้อทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงต่อเนื่อง กล่าวคือหากการระบาดของไวรัสโคโรนายาวนานกว่าที่คาดและส่งผลยืดเยื้อต่อเศรษฐกิจโลกและไทยหรือ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีมีความล่าช้าและไม่สามารถออกมาได้ภายในไตรมาสแรกปีนี้หรือผลกระทบจากภาวะภัยแล้งส่งผลต่อภาคการเกษตรและการจ้างงานเป็นวงกว้าง ก็อาจทำให้กนง. ต้องตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมได้ โดยอีไอซีประเมินว่าในกรณีเลวร้ายนั้นผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อาจทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2563 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.7% (เทียบกับ2.1% ในกรณีฐาน) ซึ่งจะทำให้โอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมมีสูงขึ้นมาก


เสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยเฉพาะในด้านความสามารถในการชำระหนี้ปรับแย่ลงรุนแรง จากการสื่อสารของ กนง.ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า กนง. หันมาให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพระบบการเงินในด้านความสามารถในการชำระหนี้ที่เป็นผลพวงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น(ซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ กนง.ให้ความสำคัญต่อการก่อหนี้ใหม่ของครัวเรือนและภาคธุรกิจมากกว่า) อย่างไรก็ดีสำหรับปัญหาในด้านความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยลดภาระรายจ่ายด้านดอกเบี้ยลงได้ซึ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินลง จึงสอดคล้องกับเป้าหมายของการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจต่อไป

ข่าวล่าสุด